Urban-Act ไทย–จีน หนุนการวางผังพื้นที่เชิงนิเวศ สู่อนาคตเมืองยั่งยืนและพร้อมรับมือวิกฤติสภาพภูมิอากาศ
I am promo text. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

แผนผังภูมินิเวศ (ESP) มีความสำคัญต่อการวางผังเมือง เพราะช่วยให้เมืองพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับธรรมชาติ และเพิ่มความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน (4–8 สิงหาคม พ.ศ. 2568) – โครงการ Urban-Act ประเทศไทย ผ่าน GIZ ประจำประเทศไทย จัดการศึกษาดูงานเพื่อเรียนรู้แนวทางการจัดทำแผนผังภูมินิเวศ (ESP) ที่ล้ำสมัยของจีน ซึ่งเป็นแบบอย่างการวางผังและออกแบบเมืองให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นอีกองค์ความรู้สำคัญสำหรับการวางผังเมือง เพื่อให้รับมือและฟื้นตัวได้จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมคณะผู้แทนจากกองสิ่งแวดล้อมชุมชนและพื้นที่เฉพาะ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมการเดินทางครั้งนี้
การศึกษาดูงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศจีนในการพัฒนาและนำแผนผังภูมินิเวศไปปฏิบัติ โดยเรียนรู้จากความเชี่ยวชาญขั้นสูงของจีนด้านการวางผังพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องชุดข้อมูล วิธีการวางแผน กลไกการดำเนินงาน และกรอบการติดตามประเมินผล

การเยือนครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างโครงการ Urban-Act ประเทศไทยและจีน ร่วมกับมหาวิทยาลัยถงจี้ และสถาบันการวางแผนและการออกแบบเมืองเซี่ยงไฮ้ ถงจี้ (TJUPDI) เปิดโอกาสให้คณะผู้แทนไทยได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญของจีนที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการวางผังสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน
‘Beautiful China’ วิสัยทัศน์สร้างสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ

แนวทางสำคัญของจีนในการสร้างสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ คือโครงการ Beautiful China ที่มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและการคุ้มครองระบบนิเวศอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายระยะยาวของประเทศในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ลดมลพิษ และพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน

ผู้แทนจาก สผ. และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังจดบันทึกระหว่างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบมีส่วนร่วม
คณะผู้แทนไทยได้เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 2 วัน โดยมีศาสตราจารย์หลิว ซง ผู้อำนวยการสถาบัน TJUPDI เป็นผู้บรรยายภาพรวมยุทธศาสตร์ชาติของจีน พร้อมอธิบายการใช้กรอบนโยบาย “1+1+N” ในการขับเคลื่อนและส่งเสริมโครงการ Beautiful China
กรอบนโยบาย “1+1+N” ช่วยแปลงยุทธศาสตร์ระดับชาติของจีนให้กลายเป็นแผนปฏิบัติการ “1” ตัวแรกคือแผนแม่บทระดับชาติ “1” ตัวที่สองคือแผนพื้นที่นำร่องหรือพื้นที่สาธิต ส่วน “N” คือแผนปฏิบัติการและนโยบายในภาคส่วนสำคัญ เช่น ป่าไม้ การจัดการน้ำ การพัฒนาเมือง การเกษตร การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ และการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ
สามเสาหลักแห่งความสำเร็จ
คณะผู้แทนไทยได้ศึกษาเจาะลึกถึงแนวทางการวางผังพื้นที่เชิงนิเวศของจีน ซึ่งมีรากฐานจากสามเสาหลักสำคัญ ได้แก่
- แนวเขตคุ้มครองระบบนิเวศ (EPR): พื้นที่ที่มีบทบาทเชิงนิเวศสำคัญ ซึ่งต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด
- โครงข่ายเชิงนิเวศ (ENs): ระบบที่เชื่อมต่อพื้นที่ธรรมชาติหรือกึ่งธรรมชาติ เพื่อรักษาและเพิ่มศักยภาพของระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และกระบวนการทางนิเวศวิทยา การเชื่อมต่อเหล่านี้ช่วยให้สัตว์สามารถเคลื่อนย้าย ปฏิสัมพันธ์ และเจริญเติบโตได้ อีกทั้งสร้างความพร้อมในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ แหล่งกำเนิดทางนิเวศ เส้นทางเชื่อมต่อ จุดเชื่อม และองค์ประกอบอื่น ๆ
- นิเวศบริการ (ESs): ประโยชน์ที่มนุษย์ได้รับจากระบบนิเวศ ช่วยสนับสนุนความเป็นอยู่ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การอนุรักษ์น้ำ การควบคุมสภาพภูมิอากาศ การปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ และการกักเก็บคาร์บอน
จากน้ำท่วมสู่เมืองต้นแบบเชิงนิเวศของจีน
คณะผู้แทนยังได้เยี่ยมชมพื้นที่ตัวอย่างสองแห่งที่นำ ESP ไปปฏิบัติจริง แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติและวัฒนธรรมสามารถบูรณาการเข้ากับการพัฒนาเมือง-ชนบทอย่างยั่งยืนได้

ซ้าย: พื้นที่ชุ่มน้ำฟื้นฟูที่ช่วยบำบัดมลพิษทางน้ำและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในเมืองเจียซิง; ขวา: วิทยากรอธิบายแนวคิดต้นแบบการใช้ชีวิตสีเขียวในเมืองเจียซิง
- เมืองเจียซิง มณฑลเจ้อเจียง: ศูนย์นวัตกรรมเกษตรเชิงนิเวศที่เป็นต้นแบบการพัฒนาการปล่อยคาร์บอนเกือบเป็นศูนย์ เกษตรอัจฉริยะ และการใช้ชีวิตสีเขียว เมืองเจียซิง ตั้งอยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำแยงซีตอนกลาง ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ราบและศูนย์รวมเครือข่ายแม่น้ำแห่งนี้ที่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและมลพิษทางน้ำ ปัจจุบันใช้แนวทางการแก้ปัญหาที่อาศัยธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (NbS) เช่น การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำ คุณภาพน้ำ สภาพนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ

คณะผู้แทนได้เยี่ยมชมโครงการ “Water Towns Living Rooms” ในเขตสาธิตนิเวศสีเขียวลุ่มน้ำแยงซี
- โครงการ “Water Towns Living Rooms” ในเขตสาธิตนิเวศสีเขียวลุ่มน้ำแยงซี:เป็นต้นแบบความร่วมมือข้ามมณฑล การวางผังอย่างยั่งยืน และอาคารคาร์บอนต่ำ ซึ่งมีกรอบการบริหารร่วมระหว่างเซี่ยงไฮ้ เจ้อเจียง และเจียงซู เพื่อเอาชนะอุปสรรคด้านนโยบาย เนื่องจากบริเวณนี้เป็นจุดเชื่อมต่อของ 3 นคร/มณฑล ทำให้การบูรณาการนโยบายที่แตกต่างกันของแต่ละนคร/มณฑลให้สอดคล้องกันเป็นเรื่องท้าทาย พร้อมกันนี้ โครงการยังส่งเสริมการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยประกาศเป็นแนวเขตคุ้มครองระบบนิเวศ และนำแนวคิดโครงข่ายเชิงนิเวศมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ระบบนิเวศและการจัดการพื้นที่
เมื่อเทคโนโลยีล้ำยุคผสานกับภูมิปัญญาโบราณ
การผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยของจีน เช่น ปัญญาประดิษฐ์และระบบแผนที่ขั้นสูง เข้ากับภูมิปัญญาเชิงนิเวศดั้งเดิม สร้างความประทับใจให้คณะผู้แทนเป็นอย่างมาก เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้นักวางแผนสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำว่าพื้นที่ใดควรสร้าง พื้นที่ใดควรปกป้อง และจะเชื่อมโยงกับพื้นที่ทางธรรมชาติอย่างไร
สมดุลระหว่างการพัฒนาและธรรมชาติ
ประเด็นสำคัญจากการหารือกับผู้เชี่ยวชาญจีน เน้นย้ำถึงความสำคัญของชุดข้อมูลและวิธีการวิเคราะห์ที่เป็นขั้นตอน การใช้เครื่องมือดิจิทัลในการวางแผน การพิจารณาบริบทของประเทศ และการผสานแนวทางการดำเนินงานจากหน่วยงานรัฐบาลหรือหน่วยงานส่วนกลาง (top-down approach) กับการมีส่วนร่วมจากชุมชน (bottom-up approach)
ความร่วมมือระหว่างพันธมิตรของโครงการ Urban-Act ทั้งสองประเทศครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างการจัดทำแผนผังภูมินิเวศของไทย และการศึกษาดูงานครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม พร้อมวางรากฐานสู่อนาคตที่ยั่งยืนและมีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ
