โครงการ Urban-Act จัดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางสู่อาคารคาร์บอนต่ำในไทย

รู้หรือไม่ว่า “อาคาร” รอบตัวเราส่งผลกระทบต่อสุขภาพของโลกมากกว่าที่คิด ?
เพียงการใช้ไฟฟ้าภายในอาคารเช่น หลอดไฟ เครื่องปรับอากาศ หรือระบบทำความร้อน ก็สร้างคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั่วโลกต่อปี และหากรวมการก่อสร้างอาคารใหม่ ตัวเลขจะสูงขึ้นไปอีก
ล่าสุด พ.ศ. 2567 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้พลังงานทั่วโลก พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 37.8 กิกะตัน เฉพาะการใช้งานอาคารเพียงอย่างเดียวก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนมากถึง 27% และเพิ่มขึ้นอีก 6% หากนับรวมการสร้างอาคารใหม่ แต่ข่าวดีคือ เราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการเปลี่ยนวิธีการออกแบบ การก่อสร้าง และการใช้งานอาคารอย่างยั่งยืน
ผู้เชี่ยวชาญร่วมถกแนวทางอาคารอัจฉริยะเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเมืองของไทย

เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างยั่งยืนและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากในและต่างประเทศ เข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ในหัวข้อ “สู่เมืองแห่งอนาคต: นวัตกรรมวัสดุและการออกแบบอาคารที่สามารถรับมือกับสภาพภูมิอากาศ เพื่อเมืองคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์” ซึ่งจัดโดย GIZ ประจำประเทศไทย ผ่านโครงการ Urban-Act ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ณ สำนักงานกรมฯ ถนนพระรามที่ 6 เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาอาคารยั่งยืนควบคู่กับการเตรียมความพร้อมต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดร.ธนิต ใจสอาด ผู้อำนวยการสำนักควบคุมและตรวจสอบอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้กล่าวถึงจุดประสงค์ของเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ในครั้งนี้ว่า “กรมโยธาธิการและผังเมืองในฐานะหน่วยงานหลักในการส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน การยกระดับความรู้ด้านวัสดุก่อสร้างนวัตกรรมและการออกแบบอาคารเพื่อรองรับเป้าหมายเมืองที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยพัฒนามาตรฐานการก่อสร้างและการวางผังเมืองให้สอดคล้องกับนโยบายสภาพภูมิอากาศและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ”

ทอเบียส ซอตเตอร์ (Tobias Sautter) นักวิจัยอาวุโสจาก สถาบัน Öko-Institut ประเทศเยอรมนี ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการนำแนวทางการก่อสร้างสีเขียวมาใช้ เนื่องจากอุตสาหกรรมก่อสร้างใช้วัสดุในปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ เฉพาะการผลิตใน พ.ศ. 2564 ก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนกว่า 7% ของโลก หรือเกือบ 2.9 พันล้านตัน แม้จะเป็นตัวเลขที่น่ากังวล แต่เรายังมีทางออกด้วยการออกแบบอาคารสีเขียวอย่างสร้างสรรค์ ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ผนวกกับการใช้พลังงานทดแทน จะทำให้ประหยัดพลังงานได้ถึง 40-80% เมื่อเทียบกับการก่อสร้างอาคารแบบเดิม

ศาสตราจารย์ ดร.อรรจน์ เศรษฐบุตร หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรม จุฬาฯ และประธานสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI) นำเสนอแนวทางการออกแบบอาคารคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในไทย ผลงานวิจัยที่ใช้อาคารคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เป็นกรณีศึกษาชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนวัสดุกระจกช่วยลดคาร์บอนได้สูง แต่ยังต้องมีมาตรการเสริม เช่น การจัดการน้ำเสีย และการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (taxonomy) และสินเชื่อสีเขียว (green loans) เพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

อังกิต ภัลลา (Ankit Bhalla) จากสถาบันพลังงานและทรัพยากร (TERI) ประเทศอินเดีย นำเสนอระบบการจัดอันดับอาคารที่เรียกว่า “GRIHA” ซึ่งเน้น 3 ด้านหลัก คือ การลดการใช้น้ำและไฟฟ้า การออกแบบให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมและบริบทโดยรอบ (Passive design) และการใช้เทคโนโลยีหรือวัสดุเพื่อความยั่งยืน (Active design) ผนวกกับการใช้พลังงานทดแทนกับอาคาร ระบบนี้ช่วยให้อาคารสามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี และประหยัดพลังงาน
ภัลลายังได้นำเสนอกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นเทคนิคด้านการวางผังแม่บทและการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ทั้งในส่วนของคาร์บอนที่ฝังอยู่ในอาคาร หรือคาร์บอนแฝง (Embodied Carbon) และปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากการดำเนินงานและการใช้งานอาคาร (Operational carbon)

การประชุมประจำปี ReBuilt 2024 ณ เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย (ภาพจาก Bauhaus Earth)
ไดอานา บาเรรา-ซาลาซาร์ (Diana Barrera-Salazar) และ ทีโน อิมซิโรวิช (Tino Imsirovic) จากโครงการ ReBuilt จาก Bauhaus Earth ประเทศเยอรมนี นำเสนอแนวทางการสร้างอาคารในภูฏานและอินโดนีเซียที่ผสมผสานระหว่างการก่อสร้างแบบดั้งเดิมกับหลักความยั่งยืนสมัยใหม่ เช่น การใช้แนวทางแก้ไขโดยอิงธรรมชาติ (Natural-based Solution) และส่งเสริมระบบนิเวศท้องถิ่น

มิตเชลล์ จิลล์-ชูชาโน (Mitchell Gilles-Schouchana) จากสำนักงานเพื่อการพัฒนาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส (AFD) ผ่านโครงการความร่วมมือเพื่อประสิทธิภาพพลังงานในอาคารในอาเซียน (PEEB ASEAN) และริโอ จอน ปีเตอร์ ซิลิโตงกา (Rio Jon Piter Silitonga) จากศูนย์พลังงานอาเซียน (ACE) นำเสนอภาพรวมความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งส่งเสริมมาตรฐานอาคารคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติและการสร้างอาคารที่สามารถรับมือและฟื้นตัวจากสภาพภูมิอากาศ และประสานแนวนโยบายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อเร่งการพัฒนาอาคารอย่างยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาค
อาคารเขียวก่อให้เกิดคุณค่าระยะยาว แม้มีต้นทุนเริ่มต้นที่สูง

แม้อาคารเขียวจะมีต้นทุนเริ่มต้นสูงกว่าการก่อสร้างแบบทั่วไปประมาณ 2–8% แต่มีประโยชน์และคุ้มค่าในระยะยาว งานวิจัยของซอตเตอร์ระบุว่า อาคารยั่งยืนสามารถเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินได้ถึง 7–18% เช่น สามารถเสนออัตราค่าเช่าพื้นที่ที่สูงขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงานและค่าบำรุงรักษา ซอตเตอร์ย้ำว่า ควรมองข้ามต้นทุนเริ่มต้นแล้วพิจารณาผลประโยชน์ระยะยาวตลอดอายุการใช้งานอาคาร 30–60 ปี ซึ่งสูงกว่าการลงทุนเริ่มแรกมาก
นโยบายระดับโลกและจัดซื้อภาครัฐสีเขียวช่วยขับเคลื่อนตลาดอาคารยั่งยืน

ภาพตัวอย่างอาคารที่ใช้พลังงานเกือบเป็นศูนย์ (Nearly Zero-Energy Building – NZEB) ที่ออกแบบให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ฉนวนหลังคา แผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์อัจฉริยะที่ใช้ควบคุมอุณหภูมิในระบบต่างๆ ให้เป็นไปตามที่ต้องการ (smart thermostats) และเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหภาพยุโรปในการลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอาคาร
ในเวทีเสวนานี้ ได้มีการนำเสนอนโยบายที่ประสบความสำเร็จจากทั่วโลก เช่น มาตรฐานอาคารที่ใช้พลังงานเกือบเป็นศูนย์ (Nearly Zero-Energy Buildings: NZEB) ในยุโรป กฎระเบียบการก่อสร้างอาคารใหม่ของเยอรมนี และใบรับรองประสิทธิภาพพลังงาน ซึ่งเป็นข้อบังคับในสหภาพยุโรป ซึ่งช่วยให้ผู้ซื้อและผู้เช่าสามารถตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงานของอาคารได้อย่างโปร่งใส นโยบายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าภาครัฐสามารถผลักดันให้ตลาดเปลี่ยนแปลงไปสู่การก่อสร้างยั่งยืนได้ ขณะเดียวกัน นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็สามารถช่วยยกระดับมาตรฐานอาคารภาครัฐ และกระตุ้นความต้องการอาคารที่คำนึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย
ทางออกคือการลงมืออย่างเป็นระบบร่วมกัน

การประชุมเชิงวิชาการครั้งนี้ปิดท้ายด้วยการหารือถึงก้าวต่อไปในการประยุกต์ใช้แนวทางต่าง ๆ ในประเทศไทย บทเรียนที่ได้เปรียบเสมือนแผนที่นำทางสู่การสร้างเมืองที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การก่อสร้างอาคารสีเขียวไม่เพียงตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับภาคการก่อสร้างของไทยอีกด้วย
ไฮน์ริช กูเดนุส
ผู้อำนวยการโครงการ Urban-Act
อีเมล heinrich.gudenus(at)giz.de