ไทยผนึกพลังผู้เชี่ยวชาญโลก ยกระดับบริการข้อมูลภูมิอากาศ รับมือวิกฤตสภาพอากาศในเมือง

การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงจากภัยสภาพอากาศมากขึ้น โดยคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2583 ความต้องการใช้พลังงานสำหรับเครื่องปรับอากาศจะเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าจากปี พ.ศ. 2560 ซึ่งจะส่งผลให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและสุขภาพของประชาชนอย่างมาก และประเทศไทยก็เผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน ดังนั้น การวางแผนจัดการและเตรียมความพร้อมอย่างยั่งยืนจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
โครงการ Urban-Act ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากแผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (International Climate Initiative: IKI) ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา (อต.) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศเมืองจากนานาชาติ ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้นเมื่อวันที่ 4–5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนา “บริการแบบบูรณาการด้านอุทกอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมในเขตเมือง” (Integrated Urban Hydrometeorological, Climate, and Environmental Services: IUS) โดยรวบรวมและออกแบบข้อมูลสภาพอากาศและภูมิอากาศให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของแต่ละเมือง เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการติดตาม คาดการณ์ และเตรียมความพร้อมรับมือภัยจากสภาพอากาศในเขตเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ
บริการข้อมูลภูมิอากาศ เพื่อช่วยวางแผนเมืองที่พร้อมรับมือวิกฤตภูมิอากาศ

ดร.ซารา บาซาร์ต เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์จาก WMO กล่าวว่า “การเริ่มต้นที่ดีคือการตั้งคำถามว่าเราต้องการบริการข้อมูลด้านใด และสำหรับภาคส่วนใดบ้าง” พร้อมเน้นย้ำว่า นักอุตุนิยมวิทยาจำเป็นต้องทำงานร่วมกับนักวางผังเมือง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และหน่วยงานรับมือเหตุฉุกเฉิน เพื่อระบุความเสี่ยงและวางแผนปรับตัวโดยมีข้อมูลรองรับ
เธอยังชี้ว่า ข้อมูลสภาพอากาศและภูมิอากาศในอดีตที่มีคุณภาพเป็นรากฐานสำคัญสำหรับทุกสิ่ง ตั้งแต่การคาดการณ์ในระยะสั้น ไปจนถึงการวางแผนระยะยาวในอนาคต โดยเฉพาะในเขตเมืองข้อมูลที่แม่นยำถือเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและมาตรการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ
บทเรียนจากฮ่องกง: เมืองหนาแน่นกับการรับมือวิกฤตภูมิอากาศ
ดร.เจา เหริน, ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยฮ่องกง นำเสนอบทเรียนจากฮ่องกง ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นถึง 6,000 คนต่อตารางกิโลเมตร และเต็มไปด้วยอาคารสูงหนาแน่น นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับเมืองใหญ่ในประเทศไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านสภาพอากาศเช่นกัน

ดร.เหรินอธิบายว่า หอสังเกตการณ์ฮ่องกง (HKO) ได้พัฒนาบริการข้อมูลภูมิอากาศหลายรูปแบบที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนและระบบโครงสร้างเมือง เช่น
- การคาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานล่วงหน้า 9 วัน ช่วยให้ผู้ให้บริการไฟฟ้าและประชาชนเตรียมพร้อมรับมือช่วงที่มีการใช้พลังงานสูง
- ข้อมูลภูมิอากาศ ที่นำไปใช้กำหนดมาตรฐานการออกแบบอาคารและระบบระบายน้ำ เพื่อทนต่อเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรง
- แนวทางการวางผังเมือง ที่คำนึงถึงทางเดินลมในเขตเมือง ช่วยลดความร้อนสะสมและเพิ่มคุณภาพอากาศ
- ระบบเตือนภัยคลื่นความร้อนแบบ 3 ระดับ ที่สามารถกระตุ้นมาตรการตอบสนองด้านสาธารณสุขได้อย่างทันท่วงที
เนื่องจากปัจจุบันฮ่องกงกำลังเผชิญกับจำนวนวันที่อากาศร้อนจัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงขึ้นอีก 1.5–3.5°C ภายในปลายศตวรรษนี้ รัฐจึงได้พัฒนาระบบเตือนภัยด้านสุขภาพจากคลื่นความร้อน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ
ตัวอย่างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนจากจีนแผ่นดินใหญ่
อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าประทับใจมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ โดยใน พ.ศ. 2564 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาจีน (CMA) ได้ริเริ่มโครงการความร่วมมือ ที่รวบรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 35 หน่วยงานจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันวิจัย
ความร่วมมือนี้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่โดดเด่นหลายประการ ได้แก่
- เครือข่ายสถานีตรวจวัดสภาพอากาศที่มีความหนาแน่นสูง และมีการแบ่งปันข้อมูลอย่างกว้างขวาง
- ระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับภัยพิบัติหลายประเภท (Multi-hazard Early Warning Systems หรือ MHEWS) ที่มุ่งปกป้องประชาชน
- บริการ “สัญญาณเตือน” ผ่านแอป WeChat ที่แจ้งเตือนภัยสภาพอากาศให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง
- บริการพิเศษสำหรับระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเมื่อเกิดปัญหาสภาพอากาศ
- แนวทางสร้างทางระบายลมในเมือง (Urban ventilation corridors) เพื่อลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมืองเซินเจิ้น
- หอสังเกตการณ์ฮ่องกง (HKO) พัฒนาระบบเตือนภัยคลื่นพายุทะเล ที่สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่ง พร้อมแผนรับมือเฉพาะตามระดับความรุนแรงของภัย
- บริการแจ้งเตือนน้ำท่วมโดยใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อทำนายภัยพิบัติล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุการณ์
แนวทางพัฒนาบริการด้านภูมิอากาศของประเทศไทย
การเวิร์กชอปครั้งนี้เป็นการต่อยอดศักยภาพการให้บริการข้อมูลภูมิอากาศที่แม่นยำและเชื่อถือได้ของไทย สำหรับการวางแผนเมืองที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน เสริมสร้างความสามารถของประเทศไทยในการรับมือกับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศในเขตเมือง

ด้วยการพัฒนาบริการข้อมูลภูมิอากาศที่ออกแบบเฉพาะสำหรับพื้นที่ในเมือง ประเทศไทยได้ดำเนินขั้นตอนที่จำเป็นในการปกป้องเมืองและประชาชนจากความเสี่ยงด้านสภาพอากาศที่เพิ่มขึ้น บริการข้อมูลภูมิอากาศที่ออกแบบเฉพาะนี้จะช่วยให้นักวางผังเมืองสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นทั้งในเรื่องการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน และมาตรการด้านสาธารณสุข

หลังเวิร์กชอป ตัวแทนจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยังได้พบปะและหารือกับพันธมิตรในภูมิภาค เช่น คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และศูนย์เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) เพื่อร่วมกันสนับสนุนกรมอุตุนิยมวิทยาในอนาคต
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ความร่วมมือระหว่างนักอุตุนิยมวิทยาไทยและผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศครั้งนี้ จึงเป็นการลงทุนที่สำคัญเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของเมืองในประเทศไทย