TGED จัดประชุมโครงการนำร่องเครือข่ายประสิทธิภาพพลังงาน ครั้งที่ 2 เพื่อยกระดับการจัดการพลังงานภาคอุตสาหกรรม

ผู้เข้าร่วมการประชุมเครือข่ายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (EEN) ครั้งที่ 2
- โครงการ TGED จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (EEN) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางและประสบการณ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมระหว่างผู้ประกอบการไทยและเยอรมัน โดยเน้นการนำเทคโนโลยีและการบริหารจัดการพลังงานสมัยใหม่มาใช้เพื่อลดต้นทุนพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- นวัตกรรมการแก้ปัญหาด้านระบบให้ความร้อน ระบบทำความเย็น และระบบอัดอากาศ สามารถลดการใช้พลังงานและลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพ การติดตามผลแบบดิจิทัล และการนำความร้อนหรือความเย็นทิ้งกลับมาใช้ใหม่
- การใช้ข้อมูลและระบบดิจิทัลในการบริหารจัดการพลังงานถือเป็นหัวใจสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการประหยัดพลังงานเป็นครั้งคราว โดยแนวทางตามมาตรฐาน ISO 50001 ช่วยให้องค์กรสามารถติดตามผล วัดผล และปรับปรุงการใช้พลังงานได้อย่างเป็นระบบ
วันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โครงการเวทีหารือด้านพลังงานระหว่างไทยและเยอรมนี (Thai-German Energy Dialogue: TGED) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเครือข่ายการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency Network: EEN) ครั้งที่ 2 ต่อเนื่องจากความก้าวหน้าของโครงการนำร่องเครือข่ายประสิทธิภาพพลังงานของประเทศไทยที่ผ่านมา
การประชุมนี้รวบรวมสมาชิก EEN และผู้ให้บริการแนวทางการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีจากเยอรมนี โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพพลังงานในภาคอุตสาหกรรม โดยเครือข่าย EEN เป็นเวทีความร่วมมือตามความสมัครใจ ที่มุ่งสนับสนุนให้บริษัทที่เข้าร่วมสามารถกำหนดเป้าหมายร่วมกัน วางแผน และดำเนินมาตรการด้านประสิทธิภาพพลังงานบนพื้นฐานของข้อมูลจริงและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เครือข่ายในรูปแบบดังกล่าวเริ่มต้นและขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบในประเทศเยอรมนี ซึ่งมีการจัดตั้งเครือข่าย EEN แล้วหลายร้อยเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และมีบริษัทเข้าร่วมนับพันแห่ง

ผู้แทนบริษัทแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหารือถึงการนำบทเรียนที่ได้รับไปปรับใช้ในการดำเนินงาน
การประชุมเริ่มด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีโดยผู้ให้บริการจากเยอรมนี ได้แก่ บ๊อช (Bosch), เกีย (GEA)และ เฟสโต้ (FESTO) โดยเน้น 3 ระบบหลักที่ใช้พลังงานสูงในภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ ระบบให้ความร้อนและไอน้ำ ระบบทำความเย็น และระบบลมอัด วิทยากรได้นำเสนอตัวอย่างจากการใช้งานจริงที่แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ การติดตามผลแบบดิจิทัล และการควบคุมระบบที่ดีขึ้น ช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้นยังมีการนำเสนอวิธีแก้ปัญหาที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้หม้อไอน้ำประสิทธิภาพสูง ระบบกู้คืนความร้อน เทคโนโลยีทำความเย็นขั้นสูง ไปจนถึงการจัดการระบบลมอัดอัจฉริยะด้วยเซนเซอร์และระบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้บริษัทที่เข้าร่วมสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับการทำงานได้

บริษัท เกีย (GEA) และผู้ให้บริการการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีรายอื่นให้คำปรึกษาแก่ผู้แทนบริษัทในกลุ่มย่อย
การสัมมนาออนไลน์ ดำเนินรายการโดย คุณฟิลิปป์ โพแฟร์ล จากอาร์คุม เกเอ็มเบฮา (Arqum GmbH)เน้นการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจัดการพลังงานตามมาตรฐาน ISO 50001 โดยอธิบายว่าระบบการจัดการพลังงานจะช่วยทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับการตรวจวัดพลังงานแบบครั้งคราว ผู้ร่วมสัมมนายังได้ความรู้เกี่ยวกับการระบุส่วนที่มีการใช้พลังงานมาก การกำหนดตัวชี้วัดสมรรถนะพลังงานที่เหมาะสม และการปรับข้อมูลให้สอดคล้องกับปัจจัยที่มีผล เช่น ระดับการผลิตและอุณหภูมิ โดยคุณฟิลิปป์ส่งเสริมให้องค์กรใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มผลการดำเนินงาน ตรวจจับความผิดปกติ และวัดผลการประหยัดพลังงานที่แท้จริง แทนที่จะพิจารณาเพียงปริมาณการใช้พลังงานรวม
ในช่วงบ่ายเป็นการระดมความคิดเห็นในเครือข่าย โดยผู้ร่วมงานได้พูดคุยถึงการนำองค์ความรู้และเทคนิคจากการประชุมเชิงปฏิบัติการไปใช้จริง รวมถึงการนำไปพัฒนาเป็นแผนปฏิบัติการเฉพาะของแต่ละองค์กร การตั้งเป้าหมายการประหยัดพลังงานที่วัดผลได้ และการดำเนินโครงการร่วมกันภายในองค์กร ด้วยรูปแบบการประชุมแบบอินเตอร์แอคทีฟทำให้ทุกคนสามารถร่วมกันระบุทั้งมาตรการที่เห็นผลรวดเร็วและกลยุทธ์การปรับปรุงระยะยาว พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ได้ปรึกษาบริษัทผู้ให้บริการการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีโดยตรง

บริษัท เฟสโต้ (FESTO) ให้คำแนะนำแก่บริษัทที่เข้าร่วมเกี่ยวกับการติดตามและเพิ่มประสิทธิภาพระบบลมอัด
การประชุมครั้งนี้ยังตอกย้ำความสำคัญของการประเมินต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership: TCO) ในการตัดสินใจลงทุน สำหรับโครงการก่อสร้างใหม่ (Greenfield) แม้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะมีต้นทุนเริ่มต้น (Initial Cost) สูงกว่า แต่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนในระยะยาวได้ดีกว่า ขณะที่โครงการปรับปรุงระบบเดิม (Brownfield) สามารถช่วยประหยัดพลังงานอย่างรวดเร็วผ่านมาตรการต้นทุนต่ำ เช่น การซ่อมแซมการรั่วไหล การลดการสูญเสียของระบบ การนำความร้อนและความเย็นเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์
โครงการความร่วมมือด้านพลังงานไทย-เยอรมัน (TGED) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMWE) และดำเนินงานโดย GIZ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลเยอรมนีในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนในระดับนานาชาติ ความร่วมมือดังกล่าวผสานการเจรจาระดับนโยบายเข้ากับการแลกเปลี่ยนทางเทคนิค เพื่อสนับสนุนการยกระดับประสิทธิภาพพลังงานในภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม
ทิม นีส์
ผู้จัดการโครงการ TGED
อีเมล:tim.nees@giz.de