ส่งต่อบทเรียน สานต่อความร่วมมือ เพื่อการจัดการขยะจากการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในอาเซียน

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โครงการการยกระดับการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนในภูมิภาคอาเซียน (AMUSE) ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง GIZ และอาเซียน ได้จัด “การประชุมปิดโครงการและเผยแพร่ผลการดำเนินงานระดับภูมิภาค” ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เทศบาล และพันธมิตรระดับภูมิภาคอาเซียน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนผลสัมฤทธิ์จากการขับเคลื่อนการจัดการขยะมูลฝอยอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงมิติความเท่าเทียมทางเพศในเมืองท่องเที่ยวขนาดกลางของกัมพูชา สปป.ลาว ไทย และเวียดนาม
การประชุมเริ่มต้นด้วยเวทีแลกเปลี่ยนบทเรียนในหัวข้อ “การจัดการขยะมูลฝอยชุมชนและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระดับพื้นที่นำร่อง: ผลสำเร็จ บทเรียน และเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจ” ซึ่งเป็นการนำเสนอจากผู้แทนเมืองนำร่องใน 4 ประเทศ ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ แนวทางปฏิบัติที่ดี และการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้หญิงและกลุ่มเปราะบาง ที่ช่วยยกระดับการจัดการขยะมูลฝอยในเมืองท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ดร.วัชราภรณ์ สุนสิน นักวิจัย สถาบันวิจัยสภาพแวดล้อมยั่งยืน (SERI) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ่ายทอดประสบการณ์ในการรวบรวมและต่อยอดแนวปฏิบัติที่ดีจากจังหวัดน่านและจังหวัดยโสธร สู่การจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อใช้ขยายผลสู่พื้นที่อื่น ๆ ทั้งยังย้ำว่า “การทำความเข้าใจเส้นทางของขยะ และการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในท้องถิ่น คือรากฐานของการขยายผล” หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จ คือ แคมเปญท่องเที่ยวโดยชุมชนในจังหวัดน่าน ที่สื่อสารเรื่องการคัดแยกและลดขยะตั้งแต่ต้นทางได้เป็นอย่างดี

ในช่วงเวทีแลกเปลี่ยนภายใต้หัวข้อ “การเสริมสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วนและการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในระดับประเทศ: ผลสำเร็จและบทเรียน” คุณผการัตน์ เพ็งสวัสดิ์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการจัดการสิ่งแวดล้อมเมืองอย่างยั่งยืน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ได้กล่าวถึงแนวทางเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนว่า “เราควรเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าธุรกิจท่องเที่ยวต้องการอะไร และเผชิญความท้าทายอะไรบ้าง เพื่อออกแบบมาตรการที่ตอบโจทย์มากขึ้น นอกจากนี้ ควรมีการพัฒนาศักยภาพและองค์ความรู้ด้านธุรกิจและการตลาดให้เจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้สามารถสนับสนุนภาคเอกชนได้ตรงประเด็นมากขึ้น”

ขณะที่ นายวิจารณ์ อินทรกำแหง ผู้อำนวยการส่วนขยะมูลฝอยชุมชน กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวเสริมว่า ความร่วมมืออย่างต่อเนื่องในระดับภูมิภาคเป็นกุญแจสำคัญ “ความท้าทายสำคัญ คือการทำให้โครงการสามารถดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน และสกัดบทเรียนไปจัดทำเป็นคู่มือหรือแนวทาง เพื่อให้อาเซียนสามารถนำไปใช้งานได้จริงผ่านแพลตฟอร์มข้อมูลที่อัปเดตอย่างต่อเนื่อง”
สำหรับก้าวต่อไป ภาคีคู่ร่วมมือและพันธมิตรโครงการ AMUSE เห็นพ้องร่วมกันที่จะผลักดันผลสำเร็จของโครงการให้ดำเนินต่อเนื่องในทุกระดับ ในระดับพื้นที่ เมืองนำร่องจะสานต่อความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากโครงการ AMUSE โดยนำแนวทางการปรับปรุงระบบเก็บขนขยะ การคัดแยกขยะและการรีไซเคิลที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้ชุมชนและธุรกิจท่องเที่ยวยังคงได้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ในระดับประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะส่งเสริมการพัฒนานโยบายและกลไกสนับสนุน อาทิเช่น ระบบความร่วมมือรัฐ–เอกชน และกลไกการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระยะยาว และในระดับภูมิภาค ทุกภาคส่วนจะยังคงร่วมกันขับเคลื่อนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และขยายความร่วมมือภายใต้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อให้ผลลัพธ์และบทเรียนจากโครงการ AMUSE เป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการจัดการขยะอย่างยั่งยืนในเมืองท่องเที่ยวของอาเซียนต่อไป






