GIZ ร่วมเสริมศักยภาพผู้กำหนดนโยบายไทย ขับเคลื่อนการใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (NbS)

ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิชาการกว่า 60 คน เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการ Training Workshop for Policy Makers on NbS ณ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น จตุจักร
- GIZ และ สผ. จัดอบรมเสริมศักยภาพผู้กำหนดนโยบายด้วยแนวทาง NbS และสร้างกรอบการเรียนรู้ที่เป็นระบบและถูกต้อง
- ผู้ร่วมอบรมได้เรียนรู้หลักการ IUCN Global Standard for NbS และกรณีศึกษาระดับโลกเพื่อเสริมสร้างนโยบายที่ตอบโจทย์ทั้งสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน
- นอกจากนั้น ยังได้เปิดมุมมองใหม่ด้านหุ้นส่วนการเงินภาครัฐและเอกชน และการประเมินมูลค่าระบบนิเวศ แสดงให้เห็นว่า NbS ไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ แต่คือการลงทุนระยะยาวเพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไทย
เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568 GIZ ประจำประเทศไทย ผ่านโครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง (Climate, Coastal and Marine Biodiversity: CCMB) ร่วมกับกองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ (กลช.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ประเทศไทย จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับผู้กําหนดนโยบายเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (NbS) ณ โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น จตุจักร การอบรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเชิงปฏิบัติการที่เคยจัดในเดือนสิงหาคมและกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบูรณาการแนว NbS เข้ากับการออกแบบและการดำเนินงาน ทั้งในด้านความเข้าใจ ข้อจำกัดด้านนโยบาย กลไกการเงิน และความจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพของแต่ละภาคส่วน
การอบรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในการออกแบบและดำเนินงานตามมาตรฐาน NbS ระดับสากลให้กับหน่วยงานด้านนโยบาย โดยเน้นการบูรณาการ NbS เข้ากับนโยบายระดับชาติโดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันวิชาการกว่า 60 คนเข้าร่วม

ผู้เข้าร่วมการอบรมกำลังฝึกออกแบบโครงการผ่านเครื่องมือ NbS Design Canvas
เรียนรู้ผ่านเครื่องมือ NbS Design Canvas
เป้าหมายหลักของการอบรมคือ การประยุกต์ใช้เครื่องมือ NbS Design Canvas ที่พัฒนาโดย IUCN เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายใช้ระบุปัญหาและวิเคราะห์มาตรการ NbS ที่เหมาะสมกับภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ ป่า ป่าต้นน้ำ เมือง ทะเลและชายฝั่ง และพื้นที่ทางทะเล ซึ่งแต่ละภาคส่วนมีความท้าทายทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ
การใช้เครื่องมือนี้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เชื่อมโยงความรู้จากหลายสาขา เพื่อวางแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศที่สามารถสร้างผลประโยชน์ร่วม (Co-benefits) เช่น ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เพิ่มความมั่นคงทางอาหาร การสร้างงานสีเขียว และความเท่าเทียมทางเพศและสังคม โดยแนวคิดสำคัญของการออกแบบ NbS คือ การแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ซึ่งสามารถทดแทนหรือลดการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานสีเทา (Grey infrastructure) ที่มนุษย์สร้างขึ้น พร้อมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ได้ในระยะยาว
หลักการ NbS จากแนวคิดสู่การประยุกต์ใช้เชิงระบบ
ระหว่างการอบรม ได้มีการนำเสนอหลักการของ NbS ของ IUCN ซึ่งเป็นกรอบมาตรฐานสากล ที่ใช้ประเมินคุณภาพและความสมบูรณ์ของโครงการ NbS จากผลการศึกษาพบว่า เกณฑ์ที่ยังเป็นช่องว่างในการพัฒนาโครงการ NbS ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ความสอดคล้องกับบริบททางสังคมและระบบนิเวศ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (การบริหารจัดการความเสี่ยง และระบบติดตามประเมินผล การทำความเข้าใจมาตรฐานเหล่านี้ช่วยให้หน่วยงานสามารถออกแบบและประเมิน NbS ได้อย่างโปร่งใสและเทียบเคียงได้กับมาตรฐานในระดับนานาชาติ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับแนวคิดของ UNEA-5 (2022) ที่ให้ความหมายของ NbS ว่า “แนวทางที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ เพื่อจัดการความท้าทายทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสร้างผลลัพธ์ต่อมนุษย์และความหลากหลายทางชีวภาพไปพร้อมกัน” นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งปันกรณีศึกษาจากต่างประเทศ เช่น การฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำปูเดร (Poudre) ในสหรัฐอเมริกา หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวในเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เพื่อแสดงให้เห็นว่า NbS สามารถเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างนโยบายเมือง การจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำ และการบริหารทรัพยากรธรรมชาติระดับประเทศได้จริง

การระดมความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ
การเงินและการลงทุน ด้าน NbS เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน NbS ให้เกิดขึ้นจริง
การอบรมในช่วงการลงทุนในแนวทางแก้ไขโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐานทำให้ผู้เข้าร่วมเห็นว่าการจัดหาเงินทุน NbS ยังมีเพียง 2.1% ของงบประมาณเงินทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั่วโลก จึงจำเป็นต้องสร้างหุ้นส่วนทางการเงินระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนแบบผสมผสาน และใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การวิเคราะห์ต้นทุน–ผลตอบแทน (Cost–Benefit Analysis: CBA) ผลตอบแทนทางสังคม (SROI) และการคำนวณมูลค่าบริการระบบนิเวศ (Ecosystem Service Valuation) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าของ NbS ในมิติเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กัน นอกจากนี้ การสร้าง “ตลาดเพื่อธรรมชาติ” (Ecosystem Market) เช่น คาร์บอนเครดิต เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Credit) และการจ่ายค่าตอบแทนบริการระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services: PES) สามารถเป็นกลไกการระดมทุนใหม่สำหรับการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน
จากการประเมินการอบรมโดยผู้เข้าร่วมระบุว่า ผู้เข้าร่วมกว่าร้อยละ 95 มีความเข้าใจในหลักการและกระบวนการ NbS เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ให้สามารถใช้ NbS เป็นเครื่องมือสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายของกรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลก และความตกลงปารีสได้ ทั้งนี้ จากการประชุมเชิงปฏิบัติการและการอบรมระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม พ.ศ. 2568 โครงการฯ ได้รวบรวมและวิเคราะห์นโยบายและแผนด้าน NbS ครอบคลุมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมวิเคราะห์ช่องว่างเชิงนโยบาย จัดทำการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและ ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนการใช้ NbS ในภารกิจของหน่วยงานไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมกำลังหารือและออกแบบโครงการ NbS จำลองที่ตอบโจทย์บริบทต่างๆ อาทิ เมือง ทะเลและชายฝั่ง เป็นต้น
ข้อคิดสำคัญจากการฝึกอบรมในครั้งนี้คือ การตอกย้ำว่าธรรมชาติเป็นรากฐานของนโยบายสาธารณะยุคใหม่ และการใช้แนวทาง NbS ไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมเพียงมิติเดียว แต่เป็นหนึ่งในแนวนโยบายใหม่ที่มุ่งสร้างดุลยภาพระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศ และด้วยการเสริมสร้างศักยภาพให้ภาครัฐสามารถบูรณาการ NbS ในการวางแผนและตัดสินใจ จึงถือเป็นก้าวที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อสนับสนุนและผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดียิ่งขึ้น
ติดตามข้อมูลโครงการ CCMB เพิ่มเติมได้ที่ https://www.thai-german-cooperation.info/th/climate-coastal-and-marine-biodiversity-ccmb/
ข่าวที่เกี่ยวข้อง