โครงการ CASE เปิดเวทีอาเซียนร่วมกำหนดอนาคตพลังงาน ฝ่าคลื่นภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของโลก

ผู้เข้าร่วมการประชุมหารือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระดับภูมิภาค (RETD) 2025 ร่วมกัน ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 22–23 กรกฎาคม เพื่อหารือเกี่ยวกับอนาคตเชิงยุทธศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางกระแสภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน
กรุงเทพฯ, 23 กรกฎาคม 2568 – ผู้แทนภาครัฐและผู้กำกับดูแลด้านพลังงานจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติ ร่วมหารือประเด็นด้านพลังงานในงานเสวนาแลกเปลี่ยนระดับภูมิภาค (Regional Energy Transition Dialogue – RETD) ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “คลื่นภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน: อนาคตเชิงยุทธศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” จัดโดยโครงการพลังงานสะอาด เข้าถึงได้ และมั่นคงสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CASE) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี (BMWK) และดำเนินงานโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้กำหนดนโยบายและผู้เชี่ยวชาญได้หารือถึงวิธีการรับมือกับความไม่แน่นอนในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก ควบคู่ไปกับการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืนในภูมิภาค

การประชุมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้แทนจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านนโยบาย ร่วมกันหารือถึงความท้าทายและโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยเน้นประเด็นแนวโน้มภูมิรัฐศาสตร์ ความยืดหยุ่นด้านพลังงานในประเทศ และการบูรณาการระดับภูมิภาค เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่น ปล่อยคาร์บอนต่ำ และสอดคล้องกับเป้าหมายด้านการพัฒนาและภูมิอากาศในระยะยาวผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากบริบทของแต่ละประเทศ
วัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวในช่วงพิธีเปิดว่า “ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเผชิญความเปราะบางจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ในความท้าทายนี้มีโอกาสที่สำคัญอยู่ หากเราผนวกการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานเข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรม เราสามารถเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่มีความสามารถในการแข่งขัน้ ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคง ราคาเข้าถึงได้ และความยั่งยืนด้านพลังงานสำหรับทุกคน”

คุณลิกกี้-ลี พิทเซน เลขานุการเอกฝ่ายการเมืองและวัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย เน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างประเทศและความรับผิดชอบร่วมกันว่า “การเปลี่ยนผ่านพลังงานคือความท้าทายระดับโลกที่ต้องอาศัยความร่วมมือระดับโลก การมีส่วนร่วมของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะท้อนถึงพันธกิจในการเรียนรู้ร่วมกันและลงมือทำร่วมกัน เพราะทางออกที่เราร่วมกันคิดค้นในภูมิภาคนี้ สามารถจุดประกายและเป็นต้นแบบให้กับภูมิภาคอื่นทั่วโลกได้เช่นกัน”
คุณซาช่า อ้อปโปว่า ผู้อำนวยการโครงการ CASE กล่าวในช่วงท้ายว่า “นิยามของความมั่นคงด้านพลังงานได้เปลี่ยนไป ปัจจุบันไม่ได้หมายถึงแค่เชื้อเพลิงหรือแหล่งพลังงานอีกต่อไป แต่ครอบคลุมถึงความยืดหยุ่น ความร่วมมือระดับภูมิภาค และความยั่งยืนในระยะยาว การประชุมครั้งนี้เปิดพื้นที่ให้เราได้ร่วมกันคิดว่าจะรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกอย่างไร ในขณะที่สร้างระบบพลังงานที่ปลอดภัยและปล่อยคาร์บอนต่ำร่วมกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้แทนระดับสูงจากประเทศของโครงการ CASE เข้าร่วมอย่างพร้อมหน้า อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (เวียดนาม) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) (ประเทศไทย) กรมพลังงาน และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ฟิลิปปินส์) รวมถึงจากประเทศอินโดนีเซีย ได้แก่ กระทรวงวางแผนพัฒนาประเทศแห่งชาติ (Bappenas) กระทรวงพลังงานและทรัพยากรแร่ บริษัทไฟฟ้าแห่งชาติ (Perusahaan Listrik Negara) และสภาพลังงานแห่งชาติ (NEC) ซึ่งการที่ผู้แทนเหล่านี้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันตอกย้ำว่าเวทีนี้มีความสำคัญต่อกระบวนการพัฒนานโยบายระดับชาติและความร่วมมือระดับภูมิภาคที่กำลังดำเนินอยู่
ตลอดสองวันของการประชุม ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานร่วมดำเนินโครงการ CASE อาทิ อโกรา เอเนอร์กีเวนเดอ (Agora Energiewende), NewClimate Institute, Institute for Essential Services Reform (IESR) และสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยผู้แทนองค์กรระดับภูมิภาคและนานาชาติ อาทิ เลขาธิการอาเซียน ศูนย์พลังงานอาเซียน (ASEAN Centre for Energy), สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA), องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO), Sustainable Energy for All (SEforALL), Southeast Asia Energy Transition Partnership (ETP), Centre for Research on Energy and Clean Air (CREA) และคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP) ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองและองค์ความรู้เกี่ยวกับการกระจายแหล่งพลังงานในประเทศ ความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า ห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาด และการพัฒนากำลังคนเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม

ผู้เข้าร่วมได้มีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นในวงหารือและกลุ่มย่อย ซึ่งเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เจาะลึกแนวทางปฏิบัติ และถ่ายทอดบทเรียนในประเด็นสำคัญ อาทิ การบูรณาการพลังงานหมุนเวียน การเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน และความพร้อมของบุคลากรในภาคพลังงาน ซึ่งส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามพรมแดน และกระตุ้นความร่วมมือที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของภูมิภาค
การประชุมหารือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระดับภูมิภาคได้รวบรวมผู้มีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเพื่อย้ำถึงเจตจำนงร่วมในการผลักดันอนาคตพลังงานที่มั่นคงและยั่งยืนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นจริง
เสวนาครั้งนี้ถูกจัดภายใต้กฎชัทแธมเฮาส์ (Chatham House Rules) ซึ่งผู้ร่วมประชุมทุกคนสามารถใช้ข้อมูลจากการอภิปรายได้ โดยไม่เปิดเผยตัวตนของผู้ให้ความเห็น
เกี่ยวกับโครงการพลังงานสะอาดเข้าถึงได้ และมั่นคง สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โครงการพลังงานสะอาด เข้าถึงได้ และมั่นคงสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CASE) มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในภาคพลังงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อมุ่งสู่การบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โครงการนี้มุ่งเน้นไปที่ 4 ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในภูมิภาค ได้แก่ ประเทศอินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย และฟิลิปปินส์
โดยทั้ง 4 ประเทศมีการผลิตไฟฟ้าคิดเป็นเกือบ 3 ใน 4 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคิดเป็นประมาณ 72% ของ GDP ของภูมิภาค และ 82% ของประชากรทั้งหมด การพัฒนาพลังงานของประเทศเหล่านี้จะมีผลกระทบอย่างมากต่อความสามารถของภูมิภาคในการบรรลุเป้าหมายทั้งด้านการพัฒนาและความยั่งยืน ตลอดจนถึงการบรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีส โครงการ CASE มุ่งเน้นการเสนอวิธีแก้ปัญหาที่อิงหลักฐานให้กับผู้กำหนดนโยบายที่กำลังเผชิญความท้าทาย และสร้างการสนับสนุนทางสังคมต่อวิธีแก้ปัญหาเหล่านั้นในภูมิภาค โดยใช้แนวทางการค้นหาข้อเท็จจริงร่วมกันเพื่อลดขอบเขตของความเห็นต่างผ่านการมีส่วนร่วมของการวิเคราะห์และการอภิปรายจากผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ CASE ยังมุ่งสนับสนุนการประสานงานในภาคพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยให้การสนับสนุนด้านเทคนิคและนโยบาย และสนับสนุนการหารือเชิงนโยบายเกี่ยวกับประเด็นด้านพลังงาน