จากเมืองคอนกรีต สู่เมืองสีเขียว: ไทยเรียนรู้อะไรจากแนวคิด ‘เมืองฟองน้ำ’ ระดับโลก

เมื่อเมืองใหญ่ต้องเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งคลื่นความร้อน น้ำท่วม ปัญหาสุขภาพของประชาชน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่อาจไม่รองรับสถานการณ์สุดขั้วเหล่านี้ได้ คำถามคือ… เมืองจะปรับตัวอย่างไร?
“จากแนวคิดสู่การลงมือทำ” แนวทางเมืองฟองน้ำ เพื่ออนาคตเมืองไทยที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ
GIZ ประจำประเทศไทย ภายใต้โครงการพัฒนาเมืองแบบองค์รวมเพื่อส่งเสริมการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ และการเป็นเมืองที่ฟื้นตัวได้ (Urban-Act) ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อ “การทำเมืองให้เขียวขึ้นด้วยแนวคิดเมืองฟองน้ำ: จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ”
เวทีการแลกเปลี่ยนครั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ธรรมชาติเป็นแนวทางแก้ปัญหาในเมืองทั้งชาวไทยและนานาชาติร่วมกันแบ่งปันแนวทางการออกแบบเมืองที่สอดคล้องกับธรรมชาติ มากกว่าจะพยายามฝืนหรือควบคุมธรรมชาติ รวมไปถึงการสำรวจบทบาทของข้อมูลสภาพอากาศในการวางผังเมืองและการออกแบบเมือง โดยอ้างอิงจากข้อมูลเชิงลึกและตัวอย่างจากกรณีศึกษาในระดับนานาชาติ
กิจกรรมนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ณ สำนักงานกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) ถนนพระราม 9 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของ ยผ. นักวางผังเมือง นักวิเคราะห์นโยบายและแผน วิศวกรผังเมือง และสถาปนิกผังเมือง รวมถึงผู้แทนจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งแบบออนไลน์และในห้องประชุมรวมประมาณ 100 คน
ทำไมเมืองจึงต้องการ “เมืองฟองน้ำ” — แนวทางรับมือน้ำท่วมในเมืองด้วยวีธีธรรมชาติ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดน้ำท่วมในเมืองบ่อยขึ้น โครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมที่เน้นคอนกรีตจึงไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นได้ทัน น้ำฝนที่ไหลบ่าอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระบบระบายน้ำทำงานไม่ได้ประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือน ถนนหนทาง และพื้นที่สาธารณะในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ แนวคิด “เมืองฟองน้ำ” จึงเกิดขึ้นด้วยการออกแบบให้เมืองสามารถดูดซับ กักเก็บ และนำน้ำฝนกลับมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เช่น สวนสาธารณะ พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นผิวที่น้ำซึมผ่านได้
แนวทางที่อิงธรรมชาตินี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม แต่ยังช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำ ลดความร้อนในเมือง และเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวได้ของเมืองในระยะยาว เมืองฟองน้ำจึงเป็นแนวคิดสำคัญที่ชวนให้เราทบทวนการออกแบบเมือง เพื่อสร้างเมืองที่ยั่งยืน ปรับตัวได้ และน่าอยู่มากขึ้นในโลกที่ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
โคเปนเฮเกน: เมืองที่ใส่ใจการใช้ชีวิตของทุกคน

ยาค็อบ บรันด์แบร์ก แคนูดเซน (Jakob Brandtberg Knudsen) คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งสถาบัน Royal Danish Academy ได้นำเสนอตัวอย่างจากกรุงโคเปนเฮเกน เมืองต้นแบบที่ได้รับการยกย่องในด้านการออกแบบที่คำนึงถึงผู้คนและสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่สวนสาธารณะที่สามารถดูดซับน้ำฝน ไปจนถึงโครงข่ายจักรยานที่เชื่อมโยงทั่วเมือง โคเปนเฮเกนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง” สามารถช่วยรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ พร้อมทั้งยกระดับความสามารถในการฟื้นตัวได้ของเมืองและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แบบจำลองเมืองฟองน้ำของเซี่ยงไฮ้: ต้นแบบสำหรับกรุงเทพฯ
ดร.หวัง ซิน (Dr Wang Xin) รองคณบดีสถาบันสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยถงจี้ ได้นำเสนอตัวอย่างการวางผังเมืองของเซี่ยงไฮ้ที่ผสมผสานธรรมชาติเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เพื่อบรรเทาน้ำท่วมและนำน้ำฝนกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้งแผนแม่บทของเมืองครอบคลุมพื้นที่กว่า 6,600 ตารางกิโลเมตร โดยประกอบด้วยการใช้หลังคาเขียว สวนดูดซับน้ำฝน (rain gardens) และระบบระบายน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมืองเซี่ยงไฮ้ตั้งเป้าจะกักเก็บน้ำฝนให้ได้ 70% ภายใน พ.ศ. 2578

โมเดลนี้นับเป็นแนวทางสำคัญที่กรุงเทพฯ สามารถนำมาปรับใช้ เพื่อรับมือกับปัญหาน้ำท่วมและเปลี่ยนเมืองให้มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศมากยิ่งขึ้น
เมืองที่ทำให้เราหายใจสะดวกขึ้น ด้วยการออกแบบอย่างชาญฉลาดและอากาศที่สะอาดขึ้น
ดร.หวัง เฉา (Dr Wang Chao) นักวิจัยหลังปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยถงจี้ ได้นำเสนอเทคโนโลยีสร้างแบบจำลองช่วยให้เมืองสามารถรับมือกับปัญหามลพิษทางอากาศและความร้อนในเมืองได้ นักวางผังเมืองจะสามารถออกแบบผังอาคาร พื้นที่สีเขียว และเส้นทางลมให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการใช้เครื่องมืออย่างการสำรวจจากระยะไกลและแบบจำลองการถ่ายเทอากาศ

ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จึงเป็นแนวทางสำคัญให้กรุงเทพฯ สามารถพัฒนาเมืองให้น่าอยู่และส่งเสริมสุขภาพของประชาชน ผ่านการวางแผนเมืองที่ใส่ใจต่อสภาพภูมิอากาศอย่างชาญฉลาด
ข้อมูล นโยบาย และการมีส่วนร่วม

ดร.วาเลนติน ไมลิงเกอร์ (Dr Valentin Meilinger) จากสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศเยอรมนี เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนในระดับประเทศ เนื่องจากเยอรมนีเดินหน้าสู่การเป็น “เมืองฟองน้ำ” ด้วยกฎหมายที่มองว่าน้ำฝนเป็นทรัพยากร ไม่ใช่ของเสีย เทศบาลต่างๆ จึงได้รับงบประมาณสนับสนุนเพื่อสร้างหลังคาสีเขียว และมีแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงต่อความร้อนและน้ำท่วมเป็นแนวทางในการวางแผนเมือง
แนวทางแก้ไขปัญหาของไทย จากต้นทางสู่ชุมชน
ใกล้ตัวเรามากขึ้น… ประเทศไทยเริ่มนำแนวทางแก้ไขปัญหาที่อิงกับธรรมชาติมาปรับใช้แล้ว ภัคเกษม ธงชัย เจ้าหน้าที่แผนงานด้านน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ จากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้นำเสนอโครงการนำร่องในจังหวัดเชียงรายและสุราษฎร์ธานี ซึ่งทั้งสองจังหวัดกำลังทดลองใช้ “แนวทางแก้ไขปัญหาที่อิงกับธรรมชาติ” หรือ Nature-Based Solutions (NBS)

โครงการที่จังหวัดเชียงรายเน้นการฟื้นฟูลำคลองในเมือง เช่น คลองแม่กรณ์ และคลองแม่ยาว โดยใช้แผนที่เก่า ภาพถ่ายทางอากาศ และความคิดเห็นจากชุมชน ร่วมกันระบุพื้นที่สำคัญ 11 แห่ง ที่ระบบนิเวศเคยถูกทำลาย เพื่อฟื้นฟูและคืนชีวิตให้กับพื้นที่เหล่านั้นอีกครั้ง
ส่วนที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการปรับปรุงสวนหลวงราชกรรณ ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ให้สามารถกักเก็บน้ำในช่วงฝนตกหนักได้อีกครั้ง รวมถึงการกำจัดพืชต่างถิ่น ส่งเสริมพืชพื้นเมือง และปรับปรุงระบบระบายน้ำให้รองรับน้ำท่วมได้ดีขึ้น
การนำเสนอของภัคเกษมยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดเชียงรายและสุราษฎร์ธานี โดยหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ชาวบ้าน และแม้แต่ศิลปิน ต่างมีบทบาทในการออกแบบและสนับสนุนมาตรการแก้ไขปัญหาที่อิงกับธรรมชาติ (NBS) ผ่านเวิร์กชอปและการประชุมสาธารณะ เพื่อให้โครงการสอดคล้องกับความต้องการและคุณค่าของชุมชนอย่างแท้จริง
มองอนาคตเมืองไทย
กรุงเทพฯ และเมืองอื่นๆ ในประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ทั้งความร้อน น้ำท่วม และมลพิษทางอากาศ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนจากการประชุมครั้งนี้คือ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การพัฒนาการคมนาคมที่ยั่งยืน และการจัดการน้ำอย่างชาญฉลาดไม่ใช่เพียงแค่แนวคิด แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน
อัญชลี ตันวานิช ที่ปรึกษาด้านการผังเมือง กรมโยธาธิการและผังเมือง เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนความรู้ โดยชี้ให้เห็นว่าไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ประเทศไทยมีความรู้ เครื่องมือ และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นแนวทางแก้ปัญหามีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องนำความรู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศมารวมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด

บรรยากาศแลกเปลี่ยนความคิดเรื่อง “เมืองฟองน้ำ” โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากต่างประเทศสู่การปฏิบัติจริงในท้องถิ่น เพื่อการวางผังเมืองอย่างยั่งยืน
บทเรียนจากโคเปนเฮเกน เซี่ยงไฮ้ เยอรมนี รวมถึงโครงการนำร่องในจังหวัดเชียงรายและสุราษฎร์ธานี แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาเมืองสู่อนาคตในไทย ไม่ได้แค่กำลังขยายตัว แต่ยังสามารถทำให้เมือง “หายใจได้ ซึมน้ำได้ และมีชีวิตชีวาอย่างยั่งยืน”
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ธรรมชาติในการเยียวยาเมืองร้อน
รับชมวิดีโอย้อนหลัง พร้อมอ่านสรุปสาระสำคัญจากเวทีเสวนาออนไลน์หัวข้อ Nature-based Solutions for Hot Cities ได้ในซีรีส์ Urban-Act Climate Conscious Cities series เพราะเราเชื่อว่าบทเรียนจากระดับโลกควรถูกนำมาใช้จริงในพื้นที่ท้องถิ่น เวลาที่ดีที่สุดในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองคือ “เมื่อวาน” และเวลาที่ดีรองลงมาคือ “วันนี้”