ฝรั่งเศส-เยอรมัน ผนึกกำลังขับเคลื่อนอาคารยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

(จากซ้ายไปขวา) เรมี ริอูซ์ (Rémy Rioux) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักงานพัฒนาระหว่างประเทศแห่งประเทศฝรั่งเศส (AFD), เซบาสเตียน มาร์การ์ต (Sebastian Markart) GIZ ประจำประเทศอินเดีย, ซันเจย์ เซ็ธ (Sanjay Seth) ผู้อำนวยการอาวุโส TERI อินเดีย, โดมินิกา คาลิโนวสกา (Dominika Kalinowska) ผู้อำนวยการโครงการด้านการขนส่ง GIZ ประจำประเทศไทย, โรมาน เดลกูร์ (Romane Delcourt) เจ้าหน้าที่โครงการภูมิภาคและความร่วมมือ – เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ AFD, มาร์ค-อเล็กซ็องดร์ ปองแตรีส์ (Marc-Alexandre Panteris) รองผู้แทนถาวรแทน ESCAP สถานทูตฝรั่งเศส กรุงเทพฯ, โยฮันเนส แคร์เนอร์ (Johannes Kerner) รองผู้สังเกตการณ์ถาวรประจำ ESCAP สถานทูตเยอรมัน กรุงเทพฯ, จารุกาญจน์ ราษฎร์ศิริ ผู้อำนวยการและผู้ประสานงานกลุ่มทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และการขนส่ง GIZ ประจำประเทศไทย, ไฮน์ริช กูเดนุส (Heinrich Gudenus) ผู้อำนวยการโครงการ Urban-Act GIZ ประจำประเทศไทย
เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงมากขึ้น ความต้องการอาคารที่ทนทานและสามารถฟื้นตัวได้หลังจากเกิดผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย หนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเด็นนี้ได้คือ ความร่วมมือระหว่างประเทศ
เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2568 GIZ ประจำประเทศไทย ผ่านโครงการพัฒนาเมืองแบบองค์รวมเพื่อส่งเสริมการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ และการเป็นเมืองที่ฟื้นตัวได้ (Urban-Act) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาระหว่างประเทศแห่งประเทศฝรั่งเศส (Agence Française de Développement:AFD) จัดกิจกรรมคู่ขนานระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก สมัยที่ 81 ในหัวข้อ “เส้นทางความร่วมมือสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์: นวัตกรรมอาคารยั่งยืนในเอเชีย-แปซิฟิก” (Collaborative Pathways to Net-Zero: Innovations in Sustainable Building for the Asia-Pacific) ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ โดยผู้แทนหลายประเทศในเอเชียและยุโรปได้มารวมพลังย้ำจุดยืนร่วมกันว่า หากต้องการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero emissions) เราต้องอาศัย “ความร่วมมือ” อย่างจริงจัง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอาคาร
ร่วมมือกันเพื่อหาทางออก
ภาคอาคารมีบทบาทสำคัญต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั่วโลก ขณะที่ภูมิภาคเอเชียคาดว่าจะมีการก่อสร้างอาคารใหม่มากถึงครึ่งหนึ่งของทั้งโลกภายใน พ.ศ. 2583และความต้องการพลังงานเพื่อการทำความเย็นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าภายในปีเดียวกัน

ในการเสวนา ผู้แทนจากหลายประเทศต่างเห็นตรงกันว่า การผลักดันอาคารยั่งยืนไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของเทคโนโลยีใหม่ แต่ยังหมายถึง นโยบายและความร่วมมือที่ต้องเอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการก่อสร้างอย่างเป็นระบบอีกด้วย
ผู้แทนจากสถานทูตฝรั่งเศสและเยอรมนีเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างประเทศที่จำเป็นและความมุ่งมั่นร่วมกันของประเทศต่างๆ ในการแก้ไขความท้าทายนี้

มาร์ค-อเล็กซ็องดร์ ปองแตรีส์ (Marc-Alexandre Panteris) รองผู้สังเกตการณ์ถาวรประจำ ESCAP ของสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยกล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศสด้านการก่อสร้างอย่างยั่งยืนถือเป็นแสงแห่งความหวังและความก้าวหน้า ผ่านโครงการอย่าง PEEB (Partnership for Energy Efficiency in Buildings) ภายใต้ GlobalABC เราได้ช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงของภาคอาคารและแสดงให้เห็นว่า ‘การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ’ คือเสาหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ด้านโยฮันเนส แคร์เนอร์ (Johannes Kerner) รองผู้สังเกตการณ์ถาวรประจำ ESCAP ของสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนี ประจำประเทศไทย เสริมว่า “เรายังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมกับประเทศฝรั่งเศสในการเปลี่ยนแปลงภาคอาคารของโลกภายใน พ.ศ. 2593 บทสนทนาในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพื่อผลักดันให้เอเชีย-แปซิฟิกเป็นผู้นำในทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศนี้”
เร่งเครื่องสู่ภาคอาคารที่ยั่งยืนด้วยพลังความร่วมมือ: ผู้คน เมือง และนโยบายต้องเดินไปด้วยกัน
คาร์เมน โฟกต์ (Carmen Vogt) หัวหน้ากลุ่มงาน CITIES Global Section จาก GIZ นำเสนอกรณีศึกษาจากกลุ่มงานระดับภูมิภาคของเครือข่ายความร่วมมือระดับโลกด้านอาคารและการก่อสร้าง (Global Alliance for Buildings and Construction: GlobalABC) โฟกต์กล่าวว่า เมืองต่างๆ คือแนวหน้าในการเผชิญหน้ากับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากเมืองปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 70% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดทั่วโลก การเผชิญกับความท้าทายนี้ ต้องใช้การวางแผนแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงหลายภาคส่วน และเน้นการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่ม

โฟกต์ได้นำเสนอรายงานฉบับใหม่ของ GlobalABC ในชื่อ “Local Solutions for Green Buildings & Construction” ซึ่งนำเสนอทางออกระดับท้องถิ่นเพื่อการก่อสร้างสีเขียวและอาคารยั่งยืน และชี้ให้เห็นถึงบทบาทของ ธรรมาภิบาลหลายระดับ กรอบยุทธศาสตร์ และความร่วมมือแบบ PPPP (ภาครัฐ-เอกชน-ประชาชน) ที่จะช่วยขับเคลื่อนอาคารเขียวอย่างเป็นรูปธรรม
GIZ ร่วมมือกับรัฐบาลและผู้นำท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเมืองที่มีความสามารถในการฟื้นตัวจากผลกระทบสภาพภูมิอากาศและปล่อยคาร์บอนต่ำทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ และสนับสนุนเมืองต่างๆ ในการปรับตัวกับความซับซ้อนของการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เธอยังยกตัวอย่างจากประเทศอินเดียและอินโดนีเซีย ซึ่ง GIZ กำลังสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้เครื่องมือวางผังเมืองแบบดิจิทัลเพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัวของเมือง

โรมาน เดลกูร์ (Romane Delcourt) จาก AFD กล่าวถึงบทบาทของโครงการ PEEB ที่กำลังผลักดันการสร้างอาคารปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ใน 21 ประเทศทั่วโลก ด้วยงบประมาณสนับสนุนกว่า 2.2 พันล้านยูโร ซึ่งสามารถช่วยลดค่าไฟได้ถึง 40% และยังผลักดันนโยบาย พันธมิตร และการดำเนินงานจริงสู่เป้าหมาย พ.ศ. 2573

ซันเจย์ เซ็ธ (Sanjay Seth) ผู้อำนวยการอาวุโสจากสถาบันพลังงานและทรัพยากร (TERI) ประเทศอินเดีย เน้นย้ำว่า เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตภูมิอากาศได้ จำเป็นต้องสร้างความตระหนักรู้ของประชาชน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน และสนับสนุนงานวิจัยในประเทศ โดยเฉพาะในตลาดที่มีความอ่อนไหวด้านราคา เช่น อินเดีย

โดมินิกา คาลิโนวสกา (Dominika Kalinowska) ผู้อำนวยการโครงการด้านการขนส่ง จาก GIZ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า อนาคตของเมืองที่สามารถฟื้นตัวได้จากผลกระทบสภาพภูมิอากาศ ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ ไม่ใช่การแข่งขัน
โครงการ Urban-Act จึงมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างเมืองต่างๆ ในอินเดีย ไทย ฟิลิปปินส์ จีน และอินโดนีเซีย เพื่อให้เมืองเหล่านี้ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ร่วมกันพัฒนาแนวทางใหม่ๆ และสอดคล้องกับนโยบายระดับชาติ นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนให้เมืองสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นของการดำเนินงาน (Gap Fund) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อช่วยเปลี่ยน “แผนด้านสภาพภูมิอากาศ” ให้กลายเป็น “โครงการที่สามารถดำเนินการได้จริง” ในระดับพื้นที่
จากเสียงของผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วนรวมกัน ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า การสร้างอาคารและเมืองที่มีความทนทานและสามารถฟื้นตัวได้หลังจากเกิดผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (net-zero) จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมจากทุกฝ่าย โดยยึดโยงกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมแรงสนับสนุนจากความร่วมมือระดับโลก
ความริเริ่มเพื่อเปลี่ยนแปลงภาคอาคาร
กิจกรรมครั้งนี้ยังสอดคล้องกับ “Buildings Breakthrough Initiative” ซึ่งเป็นความริเริ่มระดับโลก ที่มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้อาคารปล่อยคาร์บอนต่ำกลายเป็นมาตรฐานใหม่ภายใน พ.ศ. 2573 ความร่วมมือนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากรัฐบาล สถาบันการเงิน และพันธมิตรด้านเทคนิคจับมือกันอย่างจริงจัง ภาคอาคารก็สามารถพลิกบทบาท เป็น ‘ส่วนหนึ่งของการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ ได้อย่างเป็นรูปธรรม

คุณพรรณรบ เตชะมงคลาภิวัฒน์ (ด้านบน-ซ้ายสุด) รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เข้าร่วมงานในฐานะตัวแทนจากสำนักงานสถาปัตยกรรม พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกรมฯ ในฐานะหน่วยงานร่วมดำเนินโครงการ Urban-Act เพื่อสนับสนุนความพยายามของประเทศไทยในการยกระดับนวัตกรรมการออกแบบอาคารให้เท่าทันมาตรฐานสากล