กรุงเทพฯ – ปัจจุบันประเทศไทยยกระดับการพัฒนาเมืองสู่มิติใหม่ โดยบูรณาการ ‘แผนผังภูมินิเวศ’ (ESP) เข้าสู่แผนระดับชาติอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการวางผังเมืองแบบเดิมสู่การวางแผนที่ยึดขีดความสามารถของระบบนิเวศเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้เมืองเติบโตอย่างยั่งยืน มีความยืดหยุ่น และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569 โครงการพัฒนาเมืองแบบองค์รวมเพื่อส่งเสริมการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ และการเป็นเมืองที่ฟื้นตัวได้ (Urban-Act) โดย GIZ ประจำประเทศไทย ได้ผนึกกำลังกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการจัดทำแผนผังภูมินิเวศและแนวทางบูรณาการเข้าสู่การจัดทำผังเมืองในระดับต่างๆ
การอบรมฯ ครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เสริมสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการที่ทันสมัย พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยผู้เข้าร่วมยังได้ทดลองวิเคราะห์และออกแบบแนวทางการใช้ประโยชน์พื้นที่ตามศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่จริง เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงในการนำเครื่องมือไปใช้ในบริบทเมืองอย่างเป็นรูปธรรม
เครื่องมือที่ช่วย “อ่านเมืองผ่านธรรมชาติ”
แผนผังภูมินิเวศเป็นเครื่องมือที่ใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ เช่น ภูมิประเทศ ลุ่มน้ำ พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม และโครงข่ายพื้นที่สีเขียว เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่
เครื่องมือเชิงนโยบายนี้ช่วยให้เมืองสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาได้ตั้งแต่ระยะต้น ลดความเสี่ยงจากการพัฒนาในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม และสอดคล้องกับขีดความสามารถของระบบนิเวศจากแนวคิดสู่การปฏิบัติ
แม้ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในเชิงนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และการวางผังเมือง แต่หลายฝ่ายมองว่ายังอยู่ในช่วง “เปลี่ยนผ่านสู่การปฏิบัติ”
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ความท้าทายสำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองที่ไม่ทันท่วงทีต่อการขยายตัวของเมืองแบบกระจัดกระจาย (urban sprawl) และยังมีอุปสรรคด้านการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีอำนาจหน้าที่และชุดข้อมูลที่แตกต่างกัน
กุญแจสำคัญที่จะช่วยจัดลำดับความสำคัญในการรักษาพื้นที่นิเวศและกำหนดทิศทางการเติบโตของเมืองได้อย่างสมดุลคือ การบูรณาการข้อมูลสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศร่วมกับการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน
ขอนแก่น: ภาพสะท้อนความท้าทายของเมืองไทย
ในการอบรมครั้งนี้ จังหวัดขอนแก่นถูกยกเป็นพื้นที่นำร่องในการทดลองใช้แผนผังภูมินิเวศ จากกรณีศึกษาจังหวัดขอนแก่นสะท้อนความซับซ้อนของการพัฒนาเมืองในยุควิกฤตโลกร้อน ด้วยประชากรกว่า 1.7 ล้านคน และพื้นที่เมืองที่มีแนวโน้มขยายตัวออกนอกเขตเทศบาลแบบกระจัดกระจาย รวมถึงภูมิประเทศที่มีทั้งพื้นที่ลุ่มน้ำและพื้นที่สูง ทำให้ขอนแก่นเผชิญทั้งปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากจากการระบายน้ำไม่ทันและภัยแล้ง รวมทั้งแรงกดดันจากความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเมือง
Urban-Act จึงตอบโจทย์นี้ด้วยการใช้แผนผังภูมินิเวศมาบูรณาการในการวางผังเมือง เพื่อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สมดุล พร้อมยกระดับการจัดการน้ำ และการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ ให้รองรับกับความท้าทายที่หลากหลายและซับซ้อนของขอนแก่นอย่างยั่งยืน
Urban-Act กับการขับเคลื่อน “แผน” ไปสู่ “การลงมือทำ”
ภายใต้กรอบการดำเนินงานโครงการ Urban-Act สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยนำเครื่องมือวิเคราะห์เชิงพื้นที่เข้ามาช่วยให้เมืองเข้าใจความเสี่ยง สนับสนุนให้เกิดการทำงานข้ามหน่วยงาน รวมถึงเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานระดับชาติและท้องถิ่น
นอกจากนี้ โครงการยังเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับประเทศอื่นในภูมิภาค เพื่อปรับใช้แนวทางให้เหมาะสมกับบริบทของไทยอีกด้วย
จากแนวคิดสู่การใช้จริง: บทพิสูจน์ของแผนผังภูมินิเวศในเมืองไทย
ในวันที่แผนผังภูมินิเวศได้รับการยอมรับมากขึ้นว่าเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองให้เติบโตอย่างสมดุล บทพิสูจน์ที่สำคัญคือการร่วมกันนำแนวคิดนี้ไปสร้างผลลัพธ์จริงในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปพร้อมกับการรักษาฐานทรัพยากรธรรมชาติที่เข้มแข็ง
เมื่อการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศทวีความสำคัญขึ้น การทำความเข้าใจและผสาน “ภูมินิเวศ” เข้าเป็นเนื้อเดียวกับการพัฒนาเมือง จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะเปลี่ยนเมืองไทยให้เป็นเมืองที่พร้อมรับทุกความเปลี่ยนแปลง และส่งต่อสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่คนรุ่นต่อไป
ไฮนริค กูเดนุส
ผู้อำนวยการโครงการ Urban-Act
อีเมล: heinrich.gudenus@giz.de