ข่าว

โครงการ Urban-Act จัดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางสู่อาคารคาร์บอนต่ำในไทย

17 พ.ค. 2568
เขียนโดย: ธูปทอง เลี่ยมสุวรรณ, ภรณ์พัทธ์ สหเจริญวัฒน์
ภาพโดย: ธูปทอง เลี่ยมสุวรรณ

รู้หรือไม่ว่า “อาคาร” รอบตัวเราส่งผลกระทบต่อสุขภาพของโลกมากกว่าที่คิด ?
เพียงการใช้ไฟฟ้าภายในอาคารเช่น หลอดไฟ เครื่องปรับอากาศ หรือระบบทำความร้อน ก็สร้างคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั่วโลกต่อปี และหากรวมการก่อสร้างอาคารใหม่ ตัวเลขจะสูงขึ้นไปอีก

ล่าสุด พ.ศ. 2567 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้พลังงานทั่วโลก พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 37.8 กิกะตัน เฉพาะการใช้งานอาคารเพียงอย่างเดียวก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนมากถึง 27% และเพิ่มขึ้นอีก 6% หากนับรวมการสร้างอาคารใหม่ แต่ข่าวดีคือ เราจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการเปลี่ยนวิธีการออกแบบ การก่อสร้าง และการใช้งานอาคารอย่างยั่งยืน

ผู้เชี่ยวชาญร่วมถกแนวทางอาคารอัจฉริยะเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเมืองของไทย

เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างยั่งยืนและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากในและต่างประเทศ เข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ในหัวข้อ “สู่เมืองแห่งอนาคต: นวัตกรรมวัสดุและการออกแบบอาคารที่สามารถรับมือกับสภาพภูมิอากาศ เพื่อเมืองคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์” ซึ่งจัดโดย GIZ ประจำประเทศไทย ผ่านโครงการ Urban-Act ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ณ สำนักงานกรมฯ ถนนพระรามที่ 6 เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาอาคารยั่งยืนควบคู่กับการเตรียมความพร้อมต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดร.ธนิต ใจสอาด ผู้อำนวยการสำนักควบคุมและตรวจสอบอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้กล่าวถึงจุดประสงค์ของเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ในครั้งนี้ว่า “กรมโยธาธิการและผังเมืองในฐานะหน่วยงานหลักในการส่งเสริมการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน การยกระดับความรู้ด้านวัสดุก่อสร้างนวัตกรรมและการออกแบบอาคารเพื่อรองรับเป้าหมายเมืองที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยพัฒนามาตรฐานการก่อสร้างและการวางผังเมืองให้สอดคล้องกับนโยบายสภาพภูมิอากาศและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ”

ทอเบียส ซอตเตอร์ (Tobias Sautter) นักวิจัยอาวุโสจาก สถาบัน Öko-Institut ประเทศเยอรมนี ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการนำแนวทางการก่อสร้างสีเขียวมาใช้ เนื่องจากอุตสาหกรรมก่อสร้างใช้วัสดุในปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะปูนซีเมนต์ เฉพาะการผลิตใน พ.ศ. 2564 ก็ปล่อยก๊าซคาร์บอนกว่า 7% ของโลก หรือเกือบ 2.9 พันล้านตัน แม้จะเป็นตัวเลขที่น่ากังวล แต่เรายังมีทางออกด้วยการออกแบบอาคารสีเขียวอย่างสร้างสรรค์ ใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ ผนวกกับการใช้พลังงานทดแทน จะทำให้ประหยัดพลังงานได้ถึง 40-80% เมื่อเทียบกับการก่อสร้างอาคารแบบเดิม

ศาสตราจารย์ ดร.อรรจน์ เศรษฐบุตร หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรม จุฬาฯ และประธานสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI) นำเสนอแนวทางการออกแบบอาคารคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในไทย ผลงานวิจัยที่ใช้อาคารคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์เป็นกรณีศึกษาชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนวัสดุกระจกช่วยลดคาร์บอนได้สูง แต่ยังต้องมีมาตรการเสริม เช่น การจัดการน้ำเสีย และการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (taxonomy) และสินเชื่อสีเขียว (green loans) เพื่อขับเคลื่อนสู่เป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

อังกิต ภัลลา (Ankit Bhalla) จากสถาบันพลังงานและทรัพยากร (TERI) ประเทศอินเดีย นำเสนอระบบการจัดอันดับอาคารที่เรียกว่า “GRIHA” ซึ่งเน้น 3 ด้านหลัก คือ การลดการใช้น้ำและไฟฟ้า การออกแบบให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมและบริบทโดยรอบ (Passive design) และการใช้เทคโนโลยีหรือวัสดุเพื่อความยั่งยืน (Active design) ผนวกกับการใช้พลังงานทดแทนกับอาคาร ระบบนี้ช่วยให้อาคารสามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี และประหยัดพลังงาน

ภัลลายังได้นำเสนอกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นเทคนิคด้านการวางผังแม่บทและการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ทั้งในส่วนของคาร์บอนที่ฝังอยู่ในอาคาร หรือคาร์บอนแฝง (Embodied Carbon) และปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากการดำเนินงานและการใช้งานอาคาร (Operational carbon)

ReBuilt Annual Meeting 2024 in Bali, Indonesia (Photo courtesy of Bauhaus Earth)
การประชุมประจำปี ReBuilt 2024 ณ เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย (ภาพจาก Bauhaus Earth)

ไดอานา บาเรรา-ซาลาซาร์ (Diana Barrera-Salazar) และ ทีโน อิมซิโรวิช (Tino Imsirovic) จากโครงการ ReBuilt จาก Bauhaus Earth ประเทศเยอรมนี นำเสนอแนวทางการสร้างอาคารในภูฏานและอินโดนีเซียที่ผสมผสานระหว่างการก่อสร้างแบบดั้งเดิมกับหลักความยั่งยืนสมัยใหม่ เช่น การใช้แนวทางแก้ไขโดยอิงธรรมชาติ (Natural-based Solution) และส่งเสริมระบบนิเวศท้องถิ่น

มิตเชลล์ จิลล์-ชูชาโน (Mitchell Gilles-Schouchana) จากสำนักงานเพื่อการพัฒนาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส (AFD) ผ่านโครงการความร่วมมือเพื่อประสิทธิภาพพลังงานในอาคารในอาเซียน (PEEB ASEAN) และริโอ จอน ปีเตอร์ ซิลิโตงกา (Rio Jon Piter Silitonga) จากศูนย์พลังงานอาเซียน (ACE) นำเสนอภาพรวมความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งส่งเสริมมาตรฐานอาคารคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สนับสนุนการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติและการสร้างอาคารที่สามารถรับมือและฟื้นตัวจากสภาพภูมิอากาศ และประสานแนวนโยบายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อเร่งการพัฒนาอาคารอย่างยั่งยืนทั่วทั้งภูมิภาค

อาคารเขียวก่อให้เกิดคุณค่าระยะยาว แม้มีต้นทุนเริ่มต้นที่สูง

แม้อาคารเขียวจะมีต้นทุนเริ่มต้นสูงกว่าการก่อสร้างแบบทั่วไปประมาณ 2–8% แต่มีประโยชน์และคุ้มค่าในระยะยาว งานวิจัยของซอตเตอร์ระบุว่า อาคารยั่งยืนสามารถเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินได้ถึง 7–18% เช่น สามารถเสนออัตราค่าเช่าพื้นที่ที่สูงขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงานและค่าบำรุงรักษา ซอตเตอร์ย้ำว่า ควรมองข้ามต้นทุนเริ่มต้นแล้วพิจารณาผลประโยชน์ระยะยาวตลอดอายุการใช้งานอาคาร 30–60 ปี ซึ่งสูงกว่าการลงทุนเริ่มแรกมาก

นโยบายระดับโลกและจัดซื้อภาครัฐสีเขียวช่วยขับเคลื่อนตลาดอาคารยั่งยืน

Illustration of a Nearly Zero-Energy Building (NZEB), showcasing key energy-efficient features such as roof insulation, solar panels, smart thermostats and high-performance appliances – part of the EU’s strategy to reduce energy consumption and greenhouse gas emissions in the building sector
ภาพตัวอย่างอาคารที่ใช้พลังงานเกือบเป็นศูนย์ (Nearly Zero-Energy Building – NZEB) ที่ออกแบบให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ฉนวนหลังคา แผงโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์อัจฉริยะที่ใช้ควบคุมอุณหภูมิในระบบต่างๆ ให้เป็นไปตามที่ต้องการ (smart thermostats) และเครื่องใช้ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหภาพยุโรปในการลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอาคาร

ในเวทีเสวนานี้ ได้มีการนำเสนอนโยบายที่ประสบความสำเร็จจากทั่วโลก เช่น มาตรฐานอาคารที่ใช้พลังงานเกือบเป็นศูนย์ (Nearly Zero-Energy Buildings: NZEB) ในยุโรป กฎระเบียบการก่อสร้างอาคารใหม่ของเยอรมนี และใบรับรองประสิทธิภาพพลังงาน ซึ่งเป็นข้อบังคับในสหภาพยุโรป ซึ่งช่วยให้ผู้ซื้อและผู้เช่าสามารถตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงานของอาคารได้อย่างโปร่งใส นโยบายเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าภาครัฐสามารถผลักดันให้ตลาดเปลี่ยนแปลงไปสู่การก่อสร้างยั่งยืนได้ ขณะเดียวกัน นโยบายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็สามารถช่วยยกระดับมาตรฐานอาคารภาครัฐ และกระตุ้นความต้องการอาคารที่คำนึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้นด้วย

ทางออกคือการลงมืออย่างเป็นระบบร่วมกัน

การประชุมเชิงวิชาการครั้งนี้ปิดท้ายด้วยการหารือถึงก้าวต่อไปในการประยุกต์ใช้แนวทางต่าง ๆ ในประเทศไทย บทเรียนที่ได้เปรียบเสมือนแผนที่นำทางสู่การสร้างเมืองที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การก่อสร้างอาคารสีเขียวไม่เพียงตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับภาคการก่อสร้างของไทยอีกด้วย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ

ไฮน์ริช กูเดนุส
ผู้อำนวยการโครงการ Urban-Act
อีเมล: heinrich.gudenus(at)giz.de

Scroll to Top
EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Data from the following embedded codes are sent to Google Inc. More information in our Privacy Policy.

EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Enable or disable cookies for embedding and playing YouTube videos on our site.

(เปิดหรือปิดคุกกี้สำหรับการฝังและเล่นวิดีโอ YouTube บนเว็บไซต์ของเรา)