ข่าว

Urban-Act ร่วมกับ สนข. เสริมศักยภาพภาคคมนาคมขนส่งไทยให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

09 ก.ค. 2568
เขียนโดย: ธูปทอง เลี่ยมสุวรรณ, อิสรีย์ จิตรปฏิมา
ภาพโดย: ธูปทอง เลี่ยมสุวรรณ

ประเด็นสำคัญ:

  • ระบบคมนาคมขนส่ง ไม่ใช่แค่เรื่องถนน รางรถไฟ ท่าเรือ หรือสนามบิน แต่คือการเชื่อมโยงชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ
  • การปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญเทียบเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานและการวางแผนเชิงรุก เพื่อความปลอดภัย เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการเดินทางเกิดความต่อเนื่องไม่หยุดชะงัก

ระบบคมนาคมขนส่งของไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นจากภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เช่น น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นเนื่องจากพายุ น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นความร้อนที่สร้างความเสียหายแก่ถนน รางรถไฟ และท่าเรือ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้การเดินทางติดขัด แต่ยังสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

วันที่ 9 และ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ผ่านโครงการพัฒนาเมืองแบบองค์รวมเพื่อส่งเสริมการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ และการเป็นเมืองที่ฟื้นตัวได้ (Urban-Act) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จัดการอบรมในหัวข้อ “การสร้างความสามารถในการปรับตัวของภาคคมนาคมขนส่งภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยมีผู้เข้าร่วมจาก 15 หน่วยงานภายใต้กระทรวงคมนาคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.)

การอบรมครั้งนี้มุ่งเสริมศักยภาพภาครัฐ และความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในการบูรณาการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับการวางแผนคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านการให้องค์ความรู้และเครื่องมือเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่พร้อมรับมือต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate-Resilient Transport Infrastructure: CRTI) โดยมีเนื้อหาครอบคลุมแนวคิดการปรับตัว การประเมินความเสี่ยง ห่วงโซ่ผลกระทบ และการบูรณาการเชิงนโยบาย พร้อมทั้งการทดลองออกแบบกรอบนโยบายและมาตรการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคคมนาคมขนส่ง ผ่านกิจกรรมบอร์ดเกม

ทั้งหมดนี้ เพื่อตอบคำถามสำคัญว่าเหตุใด “การปรับตัว” จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

ความจำเป็นเร่งด่วนของการปรับตัวในภาคคมนาคมขนส่ง

คุณชุตินธร มั่นคง ผู้อำนวยการสำนักแผนความปลอดภัย สนข. กล่าวว่า“ขณะนี้หลายจังหวัดในภาคเหนือ ใต้ และอีสานของไทย กำลังได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ถนนและทางรถไฟได้รับความเสียหาย การเดินทางและการขนส่งหยุดชะงัก เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เกิดขึ้นจริง และเราต้องเตรียมพร้อมรับมือ”

ดร.โดมินิกา คาลิโนวสกา ผู้อำนวยการโครงการขนส่งของ GIZ ประจำประเทศไทย เสริมว่า “ระบบขนส่งคือเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ที่คอยเชื่อมโยงผู้คน สินค้า บริการ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ภาคขนส่งที่พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อรักษากิจกรรมทางเศรษฐกิจและการให้บริการสาธารณะไว้”

จากสภาพอากาศถึงวิกฤตภูมิอากาศ เมื่อโลกกำลังร้อนเกินควบคุม

การฝึกอบรมเริ่มต้นด้วยหัวข้อ “Adaptation 101” เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับแนวคิดสำคัญของการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ หนึ่งในแนวคิดหลักที่ถูกนำเสนอ คือความแตกต่างระหว่าง “สภาพอากาศ” (weather) และ “สภาพภูมิอากาศ” (climate)

“สภาพอากาศ” คือสภาพบรรยากาศ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ครอบคลุมทั้งอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณน้ำฝน เมฆ การเคลื่อนตัวของลม และทัศนวิสัย โดยสภาพอากาศในภูมิภาคหนึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่น ๆ ที่ห่างออกไปหลายร้อยหรือหลายพันกิโลเมตร ส่วน “สภาพภูมิอากาศ” คือค่าเฉลี่ยของรูปแบบสภาพอากาศในพื้นที่หนึ่งๆ ในช่วงระยะยาวนานกว่า โดยปกติใช้เกณฑ์เฉลี่ย 30 ปีขึ้นไป ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะโดยรวมของระบบภูมิอากาศในพื้นที่นั้น ๆ (UNDP, 2023)

อย่างไรก็ตาม ภาวะโลกร้อนจากก๊าซเรือนกระจกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาพอากาศรุนแรง และบ่อยขึ้น ส่งผลกระทบผูู้คนทั่วโลก แม้มีความพยายามจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามข้อตกลงปารีส แต่ปัจจุบันโลกกำลังเข้าใกล้จุดนั้น หากแตะ 2 องศาเซลเซียส ผลกระทบจะร้ายแรงและถาวรจนไม่สามารถย้อนกลับได้ ทั้งแนวปะการังที่สูญเสียเกือบทั้งหมด ผู้คนนับล้านที่จะต้องเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำและคลื่นความร้อนที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ผลกระทบต่อระบบคมนาคมขนส่ง

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อการเดินทางการขนส่งที่จำเป็นของไทย และก่อให้เกิดผลกระทบสำคัญหลายประการ ได้แก่

  • น้ำท่วมและพายุ: ฝนและพายุที่รุนแรงขึ้นจะก่อความเสียหายต่อโครงสร้างถนน สะพาน และเส้นทางรถไฟ ทำให้เกิดการหยุดงานและการซ่อมแซมที่มีค่าใช้จ่ายสูง
  • คลื่นความร้อน: อุณหภูมิที่สูงขึ้นมากจะทำให้ยางมะตอยบนถนนอ่อนตัว รางรถไฟโค้งบิดงอ เป็นอันตรายต่อผู้สัญจร
  • ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น: ถนนและท่าเรือในพื้นที่ชายฝั่งกำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากน้ำท่วมและการกัดเซาะชายฝั่ง
  • ภัยแล้ง: ระดับน้ำที่ลดลงในแม่น้ำส่งผลเสียต่อการขนส่งสินค้าทางเรือ

ผลกระทบเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลให้การใช้ชีวิตของพวกเราเป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น แต่ยังส่งผลให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ ความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทาน และความปลอดภัยของประชาชน

เข้าใจ “ห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เพื่อการวางแผนเชิงรุก

The conceptual framework of impacts, adaptation, and vulnerability, proposed by the IPCC WGII – AR 6; Source: IPCC Sixth Assessment Report 2022: Impacts, Adaptation, and Vulnerability
กรอบแนวคิดเรื่องผลกระทบ การปรับตัว และความเปราะบางตามข้อเสนอของคณะทำงานที่ 2 ของ IPCC – รายงานการประเมินฉบับที่ 6; แหล่งที่มา: รายงานการประเมินฉบับที่หกของ IPCC พ.ศ.2565: ผลกระทบ การปรับตัว และความเปราะบาง

“ห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เป็นแนวทางใหม่ที่จะช่วยให้นักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายเข้าใจว่าเหตุการณ์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียงครั้งเดียวอาจขยายผลเป็นลูกโซ่ ส่งผลกระทบทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลักคือ

  1. ภัยธรรมชาติ (Hazard) คือเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศในช่วงเริ่มต้น ภัยธรรมชาติที่พบได้บ่อยในประเทศไทย ได้แก่ น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุเขตร้อน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และความร้อนจัด
  2. การเปิดรับภัย หรือการเผชิญภัย (Exposure) คือผู้คน อาคาร ทรัพย์สิน ระบบต่าง ๆ หรือองค์ประกอบใดๆ ที่มีการก่อตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย และอาจได้รับความเสียหาย (IPCC, 2014)
  3. ความเปราะบาง (Vulnerability) เป็นระดับความเสี่ยงที่ที่คนหรือโครงสร้างพื้นฐานที่ประสบภัยจะได้รับความเสียหาย เช่น ถนนต่ำเสี่ยงน้ำท่วมมากกว่าถนนสูง ชุมชนที่มีทรัพยากรจำกัด เช่น ชุมชนทีไม่มีงบประมาณในการซ่อมบำรุงทาง ชุมชนที่ไม่มีทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลาย ทำให้ไม่มีศักยภาพในการเดินทางช่วงมีภัย การมีโครงสร้างพื้นที่ฐานที่ไม่แข็งแรง หรือไม่ยืดหยุ่นพอ ปัจจัยเหล่านี้จะก่อให้เกิดความเปราะบางมากกว่า เพราะมีความสามารถในการรับมือและปรับตัวน้อยกว่า
  4. ผลกระทบและความเสี่ยง (Impact and Risk) เมื่อปัจจัยข้างต้นรวมกันจะก่อให้เกิดห่วงโซ่ของผลกระทบ เช่น หากถนนเลียบชายฝั่งที่จังหวัดริมทะเลแห่งหนึ่งถูกน้ำท่วม (ภัยและการเปิดรับภัย) และโครงสร้างถนนไม่แข็งแรง (ความเปราะบาง) ผลกระทบโดยตรง (Impact) คือถนนได้รับความเสียหาย แต่ผลลัพธ์ไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น เพราะยังอาจนำไปสู่ปฏิกิริยาลูกโซ่ตามมา เช่น การจราจรถูกตัดขาด การขนส่งสินค้าและบริการหยุดชะงัก หรือการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถก่อให้เกิด “ความเสี่ยง” (Risk) ต่อการสูญเสียทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคได้

โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงโลกร้อนในภาคขนส่งของไทย
ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ จากศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC)เน้นย้ำว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งของไทย จำเป็นต้องบูรณาการการประเมินความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ เพราะการปรับตัวไม่เพียงช่วยสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจระยะยาว พร้อมทั้งได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาการลงทุนด้านการปรับตัวในระบบคมนาคมขนส่งไทยที่เริ่มดำเนินการแล้ว เช่น

    • การลงทุนเพื่อปรับตัวรับมือกับความเสี่ยงน้ำท่วมบนเส้นทางหลวง เช่น การใช้วัสดุปิดผิวถนนแบบเคปซีล (Cape Seal) และการยกระดับถนนในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม อาจดูเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในตอนแรก แต่สามารถให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามหาศาล สูงถึง 11 เท่าของเงินลงทุนเริ่มต้นทั้งในแง่การลดความเสียหาย การรักษาการเดินทางไม่ให้สะดุด และการคงความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจเอาไว้
    • การปรับปรุงทางรถไฟสายเหนือ แม้ในช่วงเริ่มต้นจะใช้ต้นทุนสูง แต่การปรับปรุงดังกล่าวกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะช่วยลดความจำเป็นในการใช้ระบบขนส่งทางเลือกในช่วงที่เกิดความเสียหายหรือหยุดชะงัก
    • การบูรณาการมาตรการในเขตเมือง เช่น การทดลองแก้ปัญหาจราจรในภูเก็ต โดยการขยายระบบขนส่งสาธารณะ ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

    “การลดก๊าซเรือนกระจก” และ “การปรับตัว” ต้องก้าวไปพร้อมกัน
    ปัจจุบัน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีสองมาตรการหลัก คือ

    “การลดก๊าซเรือนกระจก” (Mitigation) คือการดำเนินการใด ๆ ที่มุ่งลดหรือป้องกันการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอนเพื่อช่วยกำจัดก๊าซเหล่านี้ออกจากชั้นบรรยากาศ ส่วน “การปรับตัว” (Adaptation) คือการเตรียมความพร้อมและลดความเปราะบางต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วหรือคาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น สภาพอากาศสุดขั้ว ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ หรือปัญหาความมั่นคงทางอาหารและน้ำ

    ทั้งสองแนวทางต้องดำเนินไปควบคู่กัน เพราะต่างก็แก้ปัญหาคนละด้าน การเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนและรถยนต์ไฟฟ้าเป็นวิธีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคคมนาคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ไม่ได้หมายถึงแค่การสร้างถนนหรือทางรถไฟที่แข็งแรงขึ้น แต่ยังเป็นการคุ้มครองวิถีชีวิต การเชื่อมโยงผู้คน และการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

    ติดตามบทความเพื่อเจาะลึกแนวทางการออกแบบกรอบนโยบายและมาตรการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคคมนาคมขนส่งได้เร็วๆ นี้

Scroll to Top
EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Data from the following embedded codes are sent to Google Inc. More information in our Privacy Policy.

EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Enable or disable cookies for embedding and playing YouTube videos on our site.

(เปิดหรือปิดคุกกี้สำหรับการฝังและเล่นวิดีโอ YouTube บนเว็บไซต์ของเรา)