ข่าว

ไทยชูพื้นที่ “ลุ่มน้ำยม-น่าน” นำร่องบริหารจัดการน้ำเชิงนิเวศ เตรียมความพร้อมชุมชน-เกษตรกร รับมือภาวะโลกรวน

09 ส.ค. 2569
เขียนโดย: โสรัฐ สิทธิดำรง
ภาพโดย: ธนพล อุณหฤกษ์

ระบบนิเวศริมตลิ่งของคลองเมมเสื่อมโทรมลงหลังจากที่คลองถูกใช้เป็นทางผันน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในจังหวัดสุโขทัย ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นจึงส่งผลให้เกิดการกัดเซาะบริเวณตลิ่งคลอง

ประเทศไทยเตรียมพร้อมขับเคลื่อนแนวทาง ‘การปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ’ (Ecosystem-based Adaptation: EbA) มาใช้บริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือกับปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งซ้ำซาก โดยเริ่มปักหมุดนำร่องใน 3 พื้นที่ยุทธศาสตร์ ลุ่มน้ำยม-น่าน ได้แก่ บึงโจน บึงกล้วย และแม่น้ำคลองเมม จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงแหล่งน้ำทั้งสามแห่งต่างได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง

แนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นจากกระบวนการออกแบบร่วมกันระหว่างกรมชลประทาน ในฐานะหน่วยงานหลัก ผู้แทนชุมชน ท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ องค์กรเอกชน และภาคีเครือข่าย ผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็น เพื่อพิจารณามาตรการ EbA โดยละเอียด ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 โดยโครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน (Enhancing Climate Resilience in Thailand through Effective Water Management and Sustainable Agriculture: E-WMSA) ซึ่งดำเนินงานโดย GIZ ประจำประเทศไทย และได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (GCF) ผ่านโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)

พรมงคล ชิดชอบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาการบริหารจัดการน้ำและการมีส่วนร่วม กรมชลประทาน กล่าวว่ารัฐบาลได้อนุมัติหลักการและแนวทางบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยม-น่านด้วยมาตรการ EbA แล้ว โดยระบุว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดของมาตรการนี้คือการมีส่วนร่วมของชุมชนและกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่่ ซึ่งได้ร่วมแลกเปลี่ยน แบ่งปันภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อออกแบบมาตรการให้ตอบโจทย์ความต้องการขั้นพื้นฐานได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การทำประมงพื้นบ้าน และการสร้างแหล่งอาหาร แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับพันธกิจของกรมชลประทานที่เสริมสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่นและส่งเสริมวิถีชีวิตของคนในชุมชน”

ผังและรูปตัดจำลองทัศนียภาพของมาตรการการออกแบบ EbA ในพื้นบึงโจน ต.วังวน อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก
ผังและรูปตัดจำลองทัศนียภาพของมาตรการการออกแบบ EbA ในพื้นบึงกล้วย ต.ท่านางงาม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก

ในการออกแบบพื้นที่บึงโจนและบึงกล้วยตามแนวทาง EbA ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าการเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำและนำหลักการ ‘พฤกษบำบัด’ มาช่วยแก้ปัญหาน้ำเน่าเสียเป็นเป้าหมายที่สำคัญ ปัจจุบันบึงโจนประสบปัญหาน้ำเน่าเสียเนื่องจากมีผักตบชวาในแหล่งน้ำเป็นจำนวนมาก ชุมชนไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำได้ โดยกลไกพฤกษบำบัดจะเริ่มจากการเปิดทางให้น้ำไหลเข้าสู่ “บ่อตกตะกอน” เพื่อดักตะกอนหนัก ก่อนน้ำจะไหลต่อไปยัง “พื้นที่ชุ่มน้ำประดิษฐ์ขนาดใหญ่” จำนวน 2 แห่ง รวมพื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร

รากและลำต้นของพืชน้ำจะทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำธรรมชาติช่วยดักจับตะกอนละเอียดและดูดซับสารเคมีตกค้างจากการเกษตร ลดธาตุอาหารส่วนเกินในแหล่งน้ำ และยับยั้งการเจริญเติบโตของผักตบชวา เพื่อไม่ให้กีดขวางทางน้ำและกระทบต่อคุณภาพน้ำและระบบนิเวศ

ผลการศึกษาคาดว่า หากดำเนินการมาตรการ EbA ดังกล่าวจะช่วยลดตะกอนแขวนลอยได้ถึง 233.58 ตัน กำจัดไนโตรเจน 1,016 กิโลกรัม และฟอสฟอรัส 135 กิโลกรัมออกจากพื้นที่แหล่งน้ำนำร่อง

นอกจากนี้ มาตรการ EbA ยังช่วยรักษาระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยเฉพาะแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดและพืชน้ำที่ชุมชนสามารถใช้เป็นแหล่งอาหารได้ ทั้งสองบึงจะมีจุดที่ถูกขุดให้ลึกมากขึ้นเพื่อเป็นแอ่งน้ำสำหรับสัตว์น้ำ เช่น ปลาตะเพียน ปลาช่อน ไว้หลบภัยในช่วงหน้าแล้ง และเป็นการปกป้องแหล่งอาหารตลอดจนรายได้ของชุมชนจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง

วีระพงษ์ ดีมิต หรือ “ผู้ใหญ่เจี๊ยบ” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 บ้านวังน้ำบ่อ ตำบลวังวน อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะผู้นำชุมชนที่พึ่งพาแหล่งน้ำบึงโจน กล่าวว่า “แนวทาง EbA ทั้งที่บึงโจนและบึงกล้วย ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการเชื่อมโยงมาตรการกับวิถีชีวิตและการปรับตัวของชุมชนเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำจืดของพื้นที่ในระยะยาว และจะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนกว่า 250 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรมากถึง 3,400 ไร่ ให้มีความมั่นคงทางอาหารและทรัพยากรน้ำ เพราะแหล่งน้ำ ปลาและพันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นที่สมบูรณ์จะเป็นแหล่งอาหารสำคัญของชุมชน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน นอกจากนี้ชุมชนยังมีแนวคิดยกระดับเป็นพื้นที่นำร่องด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนในระยะยาวได้”

ผังและรูปตัดจำลองทัศนียภาพของมาตรการการออกแบบ EbA คลองเมม ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก

ผลการศึกษาของโครงการในพื้นที่คลองเมมพบว่า มีปัญหาตลิ่งพังทลายอย่างรุนแรง เนื่องจากการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม ระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้ระบบนิเวศพืชริมตลิ่งถูกทำลาย หน้าดินถูกเปิดและปริมาณตะกอนสูง การออกแบบมาตรการ EbA จะมุ่งเน้นที่การลดความลาดชันของตลิ่ง และเสริมความแข็งแรงของฐานตลิ่งใต้น้ำด้วยการเรียงหินและปลูกพืชใต้น้ำ เพื่อให้รากพืชช่วยยึดเกาะหน้าดินและสร้างพื้นที่กันชนขนาด 43 ไร่เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ พร้อมกับบ้านเรือน และบ่อเลี้ยงปลาของเกษตรกรจากการทรุดตัวและพังทลายได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว

พงศ์พิชญ์ ยอดยิ่ง หัวหน้าฝ่ายออกแบบระบบชลประทานที่ 3 สำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้กรมชลประทานกำลังเร่งดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง มีแผนเริ่มการก่อสร้างในช่วงต้นปี พ.ศ. 2570 เชื่อว่าเมื่อแล้วเสร็จแนวทางนี้จะช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยม-น่าน

จูเลียน ทอสต์ ผู้อำนวยการโครงการ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) กล่าวว่า การนำร่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการน้ำด้วยมาตรการ EbA สามารถช่วยเชื่อมโยงการวางแผนงานเชิงเทคนิคของภาครัฐ การเสริมประสิทธิภาพให้กับโครงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตท้องถิ่นของชุมชนและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและสร้างศักยภาพให้ชุมชนสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ในระยะยาว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ

จูเลียน ทอสต์
ผู้อำนวยการโครงการ
อีเมล: julian.tost@giz.de

Scroll to Top
EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Data from the following embedded codes are sent to Google Inc. More information in our Privacy Policy.

EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Enable or disable cookies for embedding and playing YouTube videos on our site.

(เปิดหรือปิดคุกกี้สำหรับการฝังและเล่นวิดีโอ YouTube บนเว็บไซต์ของเรา)