ข่าว

ไทยผนึกพลังผู้เชี่ยวชาญโลก ยกระดับบริการข้อมูลภูมิอากาศ รับมือวิกฤตสภาพอากาศในเมือง

04 ก.พ. 2568
เขียนโดย: ธูปทอง เลี่ยมสุวรรณ, หฤษฎ์ เชื้อทอง, Urban-Act ประเทศไทย
ภาพโดย: ธูปทอง เลี่ยมสุวรรณ, Urban-Act ประเทศไทย

การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงจากภัยสภาพอากาศมากขึ้น โดยคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2583 ความต้องการใช้พลังงานสำหรับเครื่องปรับอากาศจะเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าจากปี พ.ศ. 2560 ซึ่งจะส่งผลให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้น และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและสุขภาพของประชาชนอย่างมาก และประเทศไทยก็เผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน ดังนั้น การวางแผนจัดการและเตรียมความพร้อมอย่างยั่งยืนจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

โครงการ Urban-Act ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากแผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล (International Climate Initiative: IKI) ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา (อต.) และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศเมืองจากนานาชาติ ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้นเมื่อวันที่ 4–5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนา “บริการแบบบูรณาการด้านอุทกอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมในเขตเมือง” (Integrated Urban Hydrometeorological, Climate, and Environmental Services: IUS) โดยรวบรวมและออกแบบข้อมูลสภาพอากาศและภูมิอากาศให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของแต่ละเมือง เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการติดตาม คาดการณ์ และเตรียมความพร้อมรับมือภัยจากสภาพอากาศในเขตเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ

บริการข้อมูลภูมิอากาศ เพื่อช่วยวางแผนเมืองที่พร้อมรับมือวิกฤตภูมิอากาศ

ดร.ซารา บาซาร์ต เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์จาก WMO กล่าวว่า “การเริ่มต้นที่ดีคือการตั้งคำถามว่าเราต้องการบริการข้อมูลด้านใด และสำหรับภาคส่วนใดบ้าง” พร้อมเน้นย้ำว่า นักอุตุนิยมวิทยาจำเป็นต้องทำงานร่วมกับนักวางผังเมือง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และหน่วยงานรับมือเหตุฉุกเฉิน เพื่อระบุความเสี่ยงและวางแผนปรับตัวโดยมีข้อมูลรองรับ

เธอยังชี้ว่า ข้อมูลสภาพอากาศและภูมิอากาศในอดีตที่มีคุณภาพเป็นรากฐานสำคัญสำหรับทุกสิ่ง ตั้งแต่การคาดการณ์ในระยะสั้น ไปจนถึงการวางแผนระยะยาวในอนาคต โดยเฉพาะในเขตเมืองข้อมูลที่แม่นยำถือเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและมาตรการปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ

บทเรียนจากฮ่องกง: เมืองหนาแน่นกับการรับมือวิกฤตภูมิอากาศ
ดร.เจา เหริน, ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยฮ่องกง นำเสนอบทเรียนจากฮ่องกง ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นถึง 6,000 คนต่อตารางกิโลเมตร และเต็มไปด้วยอาคารสูงหนาแน่น นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับเมืองใหญ่ในประเทศไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายด้านสภาพอากาศเช่นกัน

ดร.เหรินอธิบายว่า หอสังเกตการณ์ฮ่องกง (HKO) ได้พัฒนาบริการข้อมูลภูมิอากาศหลายรูปแบบที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนและระบบโครงสร้างเมือง เช่น

  • การคาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานล่วงหน้า 9 วัน ช่วยให้ผู้ให้บริการไฟฟ้าและประชาชนเตรียมพร้อมรับมือช่วงที่มีการใช้พลังงานสูง
  • ข้อมูลภูมิอากาศ ที่นำไปใช้กำหนดมาตรฐานการออกแบบอาคารและระบบระบายน้ำ เพื่อทนต่อเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรง
  • แนวทางการวางผังเมือง ที่คำนึงถึงทางเดินลมในเขตเมือง ช่วยลดความร้อนสะสมและเพิ่มคุณภาพอากาศ
  • ระบบเตือนภัยคลื่นความร้อนแบบ 3 ระดับ ที่สามารถกระตุ้นมาตรการตอบสนองด้านสาธารณสุขได้อย่างทันท่วงที

เนื่องจากปัจจุบันฮ่องกงกำลังเผชิญกับจำนวนวันที่อากาศร้อนจัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงขึ้นอีก 1.5–3.5°C ภายในปลายศตวรรษนี้ รัฐจึงได้พัฒนาระบบเตือนภัยด้านสุขภาพจากคลื่นความร้อน เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเป็นระบบ

ตัวอย่างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนจากจีนแผ่นดินใหญ่
อีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าประทับใจมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ โดยใน พ.ศ. 2564 สำนักงานอุตุนิยมวิทยาจีน (CMA) ได้ริเริ่มโครงการความร่วมมือ ที่รวบรวมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกว่า 35 หน่วยงานจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันวิจัย

ความร่วมมือนี้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่โดดเด่นหลายประการ ได้แก่

  • เครือข่ายสถานีตรวจวัดสภาพอากาศที่มีความหนาแน่นสูง และมีการแบ่งปันข้อมูลอย่างกว้างขวาง
  • ระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับภัยพิบัติหลายประเภท (Multi-hazard Early Warning Systems หรือ MHEWS) ที่มุ่งปกป้องประชาชน
  • บริการ “สัญญาณเตือน” ผ่านแอป WeChat ที่แจ้งเตือนภัยสภาพอากาศให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง
  • บริการพิเศษสำหรับระบบรถไฟฟ้าใต้ดินเมื่อเกิดปัญหาสภาพอากาศ
  • แนวทางสร้างทางระบายลมในเมือง (Urban ventilation corridors) เพื่อลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมืองเซินเจิ้น
  • หอสังเกตการณ์ฮ่องกง (HKO) พัฒนาระบบเตือนภัยคลื่นพายุทะเล ที่สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงน้ำท่วมชายฝั่ง พร้อมแผนรับมือเฉพาะตามระดับความรุนแรงของภัย
  • บริการแจ้งเตือนน้ำท่วมโดยใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) เพื่อทำนายภัยพิบัติล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุการณ์

แนวทางพัฒนาบริการด้านภูมิอากาศของประเทศไทย
การเวิร์กชอปครั้งนี้เป็นการต่อยอดศักยภาพการให้บริการข้อมูลภูมิอากาศที่แม่นยำและเชื่อถือได้ของไทย สำหรับการวางแผนเมืองที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน เสริมสร้างความสามารถของประเทศไทยในการรับมือกับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศในเขตเมือง

ด้วยการพัฒนาบริการข้อมูลภูมิอากาศที่ออกแบบเฉพาะสำหรับพื้นที่ในเมือง ประเทศไทยได้ดำเนินขั้นตอนที่จำเป็นในการปกป้องเมืองและประชาชนจากความเสี่ยงด้านสภาพอากาศที่เพิ่มขึ้น บริการข้อมูลภูมิอากาศที่ออกแบบเฉพาะนี้จะช่วยให้นักวางผังเมืองสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นทั้งในเรื่องการออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน และมาตรการด้านสาธารณสุข

หลังเวิร์กชอป ตัวแทนจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยังได้พบปะและหารือกับพันธมิตรในภูมิภาค เช่น คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) และศูนย์เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) เพื่อร่วมกันสนับสนุนกรมอุตุนิยมวิทยาในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยครั้งและรุนแรงขึ้น ความร่วมมือระหว่างนักอุตุนิยมวิทยาไทยและผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศครั้งนี้ จึงเป็นการลงทุนที่สำคัญเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของเมืองในประเทศไทย

Scroll to Top
EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Data from the following embedded codes are sent to Google Inc. More information in our Privacy Policy.

EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Enable or disable cookies for embedding and playing YouTube videos on our site.

(เปิดหรือปิดคุกกี้สำหรับการฝังและเล่นวิดีโอ YouTube บนเว็บไซต์ของเรา)