เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โครงการความร่วมมือไทย-เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Thai-German Cooperation on Energy, Mobility and Climate: TGC EMC) ซึ่งดำเนินงานโดย GIZ ประจำประเทศไทย ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อหารือเกี่ยวกับการพัฒนาแผนที่นำทางการลดการปล่อยคาร์บอน สำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นของประเทศไทย
การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี หน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้าร่วม เพื่อทบทวนและให้ข้อเสนอแนะต่อร่างแผนที่นำทางการลดการปล่อยคาร์บอนสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น โดยต่อยอดจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งแรกที่จัดเมื่อปีที่แล้ว รวมถึงการประชุมกลุ่มย่อยหลายครั้งที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมประเด็นด้านแนวโน้มอุตสาหกรรม การประเมินความเข้มข้นด้านการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอน เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำที่เกิดขึ้นใหม่ ตลอดจนแนวทางการลดการปล่อยคาร์บอนเบื้องต้น
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อทบทวนและยืนยันสมมติฐานที่สำคัญ พิจารณาและหารือถึงสถานการณ์การลดการปล่อยคาร์บอน รวมถึงรวบรวมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการเชิงนโยบายที่ควรให้ความสำคัญ ตลอดจนปัจจัยสนับสนุนที่จำเป็นสำหรับการผลักดันภาคอุตสาหกรรมไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (พ.ศ. 2050)
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมสำคัญของไทยและมีบทบาทต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังคงเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างอุตสาหกรรมและห่วงโซ่การผลิตของประเทศ ส่งผลให้การดำเนินมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนมีความสำคัญมากขึ้นต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืน และการรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว
ผศ.ดร.สิริลักษณ์ เจียรากร ที่ปรึกษาโครงการฯ และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นำเสนอผลการศึกษาจากร่างแผนที่นำทางฯ ซึ่งครอบคลุมการประเมินฐานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การคาดการณ์แนวโน้มการผลิต และแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นของประเทศไทย
การศึกษานี้สนับสนุนการวางแผนระยะยาว ผ่านการคาดการณ์สถานการณ์หลายรูปแบบ ได้แก่ สถานการณ์ปกติ (Business-as-Usual: BAU) ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการพัฒนาในปัจจุบัน และสถานการณ์ตามนโยบายที่มีอยู่ (Existing Policy Scenario) ซึ่งคำนึงถึงผลกระทบของมาตรการและนโยบายด้านพลังงานที่ดำเนินการอยู่ นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดสถานการณ์ที่มีระดับความทะเยอทะยานขั้นต่ำและสูงสุด เพื่อประเมินระดับการนำเทคโนโลยีลดคาร์บอนและการเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตในรูปแบบต่าง ๆ การวิเคราะห์ดังกล่าวช่วยระบุปัจจัยสนับสนุนที่จำเป็นและกำหนดแนวทางการลดการปล่อยคาร์บอนที่มีความเป็นไปได้ตามแต่สถานการณ์
การหารือภายในงานเน้นถึงเทคโนโลยีและมาตรการหลากหลายรูปแบบที่มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้วัตถุดิบคาร์บอนต่ำ รวมถึงเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilisation and Storage: CCUS) ผู้เข้าร่วมยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับปัจจัยจำเป็นสำหรับการดำเนินงาน เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าสีเขียว การพัฒนาไฮโดรเจน กลไกการลงทุน และกรอบนโยบายที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อให้แนวทางที่นำเสนอสะท้อนสภาพการดำเนินงานจริงและเงื่อนไขทางการตลาดอย่างเหมาะสม พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณาอายุการใช้งานของโรงงานปิโตรเคมีในปัจจุบัน ซึ่งโดยทั่วไปได้รับการออกแบบให้ใช้งานได้ยาวนานถึง 40 ปี ตลอดจนความคุ้มค่าในการลงทุนในโรงงานใหม่และความท้าทายด้านการแข่งขัน นอกเหนือจากประเด็นด้านเทคโนโลยีแล้ว ยังมีการเสนอข้อแนะนำเพิ่มเติมเพื่อเร่งการนำโซลูชันคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Solutions) มาใช้ในภาคอุตสาหกรรม
ภายในงาน ยังมีการรวบรวมข้อเสนอแนะด้านนโยบายที่ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ เช่น กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง กลไกสนับสนุนทางการเงิน การวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยสู่คาร์บอนต่ำในอนาคต
ข้อคิดเห็นทั้งหมดที่ได้จากการประชุมจะนำไปใช้เพื่อปรับปรุงร่างฉบับสุดท้ายของแผนที่นำทางดังกล่าว เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายในอนาคต พร้อมเป็นแนวทางสำหรับภาคอุตสาหกรรมในการดำเนินมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ควบคู่ไปกับการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งตลาดในประเทศและตลาดโลกในระยะยาว
TGC EMC มุ่งมั่นสนับสนุนประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่ภาคอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนและสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการสร้างความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องระหว่างภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และพันธมิตรด้านการพัฒนา