เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โครงการความร่วมมือไทย-เยอรมันด้านพลังงาน การคมนาคม และสภาพภูมิอากาศ (Thai-German Cooperation on Energy, Mobility and Climate: TGC EMC) ดำเนินงานโดย GIZ ประจำประเทศไทย ได้จัดการประชุมหารือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ณ โรงแรมวี กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ สมาคมอุตสาหกรรม ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ร่วมให้ความเห็นผลการศึกษาเบื้องต้น และให้ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาแนวทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทย
การประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ TGC EMC เพื่อสนับสนุนประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการพัฒนากลยุทธ์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉพาะรายอุตสาหกรรม โดยภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้รับการคัดเลือก เนื่องจากมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ และมีการใช้พลังงานรวมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวใช้พลังงานประมาณ 27% ของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด และปล่อยคาร์บอนประมาณ 29% ของภาคการผลิตของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมส่งออกหลักของประเทศ
งานเริ่มต้นด้วยคำกล่าวต้อนรับจากคุณศิริพร ภาวิขัมภ์ หัวหน้ากลุ่มงานด้านการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการ TGC EMC จากนั้นทีมที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นำโดยรองศาสตราจารย์ ดร.พิพัฒน์ ชัยวิวัฒน์วรกุล และคุณรานี จัน ได้นำเสนอผลการศึกษาในหัวข้อ “การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ซึ่งให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับรูปแบบการใช้พลังงานของภาคอุตสาหกรรม โอกาสในการลดคาร์บอน ทางเลือกด้านเทคโนโลยี และข้อเสนอเชิงนโยบาย
ผลการศึกษาคาดการณ์ว่าความต้องการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของอุตสาหกรรม โดยในกรณีดำเนินธุรกิจตามปกติ (Business-as-Usual Scenario) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจเพิ่มขึ้นจากประมาณ 17.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี เป็นประมาณ 23 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี พ.ศ. 2593
มาตรการลดคาร์บอนที่ได้รับการระบุในรายงานประกอบด้วย การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ การเพิ่มการเข้าถึงไฟฟ้าสะอาด การเปลี่ยนระบบให้ความร้อนในกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีปั๊มความร้อน รวมถึงมาตรการกำจัดคาร์บอน โดยในบรรดามาตรการทั้งหมด “ไฟฟ้าสะอาด” ถูกประเมินว่ามีศักยภาพสูงสุดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ผู้ประชุมได้ร่วมอภิปรายอย่างเข้มข้น พร้อมให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับสมมติฐานที่ใช้ในการศึกษา ความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน และประเด็นด้านนโยบาย โดยย้ำถึงความสำคัญของคุณภาพข้อมูลภาคอุตสาหกรรม การใช้คำนิยามและขอบเขตเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนและไฟฟ้าสะอาด การเสริมสร้างความสอดคล้องของนโยบาย รวมถึงการพิจารณาแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนากลไกสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว การสาธิตและทดสอบเทคโนโลยี รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน
ข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญที่ได้รับการหารือในเวทีครั้งนี้ ได้แก่ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า สิทธิ์หรือการเปิดให้ “บุคคลที่สาม” (ผู้ผลิตหรือผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น) เข้ามาเชื่อมต่อและใช้งานโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบสายส่ง (Third-Party Access) การสนับสนุนมาตรฐานเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ การส่งเสริมกลไกราคาคาร์บอน การพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนทางการเงิน เช่น สัญญาทางการเงินระยะยาวระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อประกันราคาการลดหรือการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Contracts for Difference: CCfD) การเสริมสร้างรูปแบบธุรกิจบริษัทจัดการพลังงาน (Energy Service Company: ESCO) ตลอดจนการส่งเสริมฉลากข้อมูลสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ (Environmental Product Declaration: EPD) และแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน
การประชุมหารือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการปรับปรุงและพัฒนาแผนที่นําทางการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มฉบับแรกของประเทศไทย โดยข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะนำไปบูรณาการในรายงานการศึกษา ก่อนนำเสนอต่อคณะทำงานโครงการฯ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและวางแผนการดำเนินงานของแผนที่นำทางฯ ในระยะต่อไป