ข่าว

การผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยโมเดล BCG

13 มิ.ย. 2566

การทำการเกษตรในปัจจุบันนอกจากจะให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการผลิตแล้ว ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการผลิตก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจโดยคำนึงถึงความยั่งยืน ดังจะเห็นได้จากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ ประเทศไทยเองนั้นก็มีแนวทางที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวผ่านทางโมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy Model) ซึ่งเป็นรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม ประกอบไปด้วย 3 เศรษฐกิจหลัก คือ

  • เศรษฐกิจชีวภาพ (B: Bio Economy) การนำทรัพยากรที่มีมาสร้างมูลค่า โดยใช้องค์ความรู้และนวัตกรรม
  • เศรษฐกิจหมุนเวียน (C: Circular Economy) เป็นการนำทรัพยากรมาใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยลดปริมาณของเสียจากกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุด
  • เศรษฐกิจสีเขียว (G: Green Economy) เป็นการให้ความสำคัญต่อการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตให้น้อยที่สุด เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาเศรษฐกิจ

การผลักดันโมเดลดังกล่าวให้เป็นรูปธรรมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จึงจะทำให้เกิดผลสำเร็จ ในส่วนของพืชปาล์มน้ำมัน กรมวิชาการเกษตรได้ร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ ในการพัฒนาองค์ความรู้การผลิตปาล์มน้ำมันร่วมกับเกษตรกร เพื่อยกระดับการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนสู่มาตรฐานสากล ไปพร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม โดยกรมวิชาการเกษตรมีบทบาทในการจัดทำหลักสูตรและจัดทำแปลงสาธิตและแปลงต้นแบบเกษตรกร

เจ้าหน้าที่กรมวิชาการ กรมส่งเสริมการเกษตรและ GIZ ร่วมประชุมกับเกษตรกรเพื่อจัดทำแปลงต้นแบบ
เจ้าหน้าที่กรมวิชาการ กรมส่งเสริมการเกษตรและ GIZ ร่วมเยี่ยมชมแปลงเกษตรกรเพื่อคัดเลือกทำแปลงต้นแบบ

แปลงสาธิตฯ มีด้วยกัน 2 ที่ โดยตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรในจังหวัดกระบี่และสุราษฎร์ธานี  ส่วนแปลงต้นแบบ (แปลงปาล์มน้ำมันของกลุ่มเกษตรกร) มีการดำเนินงานในแปลงเกษตรกร 3 จังหวัดของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่สำคัญของภาคใต้ตอนบนที่ร่วมโครงการฯ ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ และชุมพร ประกอบด้วยแปลงสาธิตจำนวน 3 แปลง แปลงละ 10 ไร่ และแปลงต้นแบบจำนวน 15 แปลง แปลงละ 10 ไร่ ซึ่งแปลงทั้งหมดนี้มีการจัดการในรูปแบบ BMP (Best Management Practices) ควบคู่กับ 5 มาตรการลดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas)

การจัดการในรูปแบบ BMP เป็นการจัดการที่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตปาล์มน้ำมัน ประกอบด้วย 1) Yield Taking เป็นการจัดการการเก็บเกี่ยวผลผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถเพิ่มผลผลิตในระยะสั้น (6 เดือน) และ 2) Yield Making เป็นการจัดการที่ทำให้ต้นปาล์มน้ำมันมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเห็นผลในระยะยาว (2-3 ปี) หลังจากการดำเนินการ ได้แก่ การตรวจประเมินต้นปาล์ม การใช้เทคโนโลยีการผลิตปาล์ม การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ใบการใช้ปุ๋ยตามหลัก 4Rs ซึ่งหมายถึง Right source (ถูกชนิด), Right rate (ถูกอัตรา), Right time (ถูกเวลา) และ Right place (ถูกตำแหน่ง)

นอกจากนั้น ยังนำ 5 มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกมาใช้เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มปริมาณการกักเก็บคาร์บอนซึ่งประกอบด้วย

1) การเก็บเกี่ยวผลปาล์มสุก ในกระบวนการผลิตปาล์มน้ำมันจะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้น ซึ่งหากมีการเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันทะลายสุกจะทำให้ได้ปริมาณของน้ำมันปาล์มต่อหน่วยพื้นที่เพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการเก็บเกี่ยวทะลายที่ไม่สุก ดังนั้นปริมาณของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพื้นที่จะมีปริมาณน้อยกว่าหากมีการเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันทะลายสุก

2) การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน-ใบ เป็นกระบวนการที่ใช้ปุ๋ยได้อย่างแม่นยำ มีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการของปาล์มน้ำมัน ช่วยลดผลกระทบจากการใช้ปุ๋ยเกินความต้องการของปาล์มน้ำมันทำให้ปุ๋ยที่เหลือไปตกค้างในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน หากมีการใช้ปุ๋ยให้ถูกชนิดและในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ (ก๊าซเรือนกระจก) ลงได้

3) การใช้ทะลายเปล่าคลุมดิน เป็นการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุ ปรับปรุงโครงสร้างดิน ลดการไหลบ่าของน้ำ และลดการชะล้างหน้าดินภายในสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการอนุรักษ์ดินและน้ำ และการใส่ทะลายเปล่าช่วยในการกักเก็บคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจกภายในแปลง นอกจากนี้ ยังมีการนำทางใบที่ได้จากการตัดแต่งมาปูภายในสวนน้ำมัน ซึ่งเป็นวิธีการที่ให้ผลเช่นเดียวกับการใช้ทะลายเปล่าคลุมดิน และเป็นการหมุนเวียนทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ภายในแปลง

4) การปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน เป็นการป้องกันการชะล้างของหน้าดินในสวนปาล์มน้ำมัน และช่วยลดจำนวนวัชพืชภายในแปลง ทำให้ใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชลดลง และยังช่วยในการกักเก็บคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจกจากพืชตระกูลถั่วภายในแปลง ซึ่งในแปลงสาธิตมีการปลูกพืชตระกูลถั่ว คือ “ซีรูเลียม” เนื่องจากเป็นพืชที่ทนทานต่อโรค แมลง และทนทานต่อสภาพร่มเงาและความแห้งแล้ง ทำให้เถาและต้นของซีรูเลียมมีสีเขียวตลอดปี ทำให้โอกาสที่จะเกิดไฟไหม้ภายในสวนเป็นไปได้ยาก

5) การปลูกพืชร่วมในสวนปาล์มน้ำมัน เป็นการเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนภายในสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกแล้วยังเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรจากการขายผลผลิตจากพืชร่วม และช่วยลดความเสี่ยงในด้านราคาของผลผลิตปาล์มน้ำมัน

จากการจัดการในรูปแบบ BMP (Best Management Practices) ควบคู่กับ 5 มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของแปลงสาธิตและแปลงต้นแบบการผลิตปาล์มน้ำมันของกรมวิชาการเกษตร สอดคล้องกับโมเดล BCG (BCG Economy) ตามภาพ

โมเดล BCG สำหรับการผลิตปาล์มน้ำมัน

จากการดำเนินงานของแปลงสาธิตและแปลงต้นแบบการผลิตปาล์มน้ำมันของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนจะเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนของเกษตรกรผู้ผลิตปาล์มน้ำมันรายย่อยผ่านการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วน ได้แก่ เกษตรกร ภาครัฐ และภาคเอกชน จากแปลงสาธิตและแปลงต้นแบบ ส่งผลให้เกิดการนำกระบวนการจัดการในรูปแบบ BMP (Best Management Practices) ควบคู่กับ 5 มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกไปใช้ภายในสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนในการผลิตปาล์มน้ำมันของประเทศไทยต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ

ดร. กนกวรรณ ศาศวัตเตชะ
ผู้จัดการโครงการ
Email:  kanokwan.saswattecha(at)giz.de

Scroll to Top
EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Data from the following embedded codes are sent to Google Inc. More information in our Privacy Policy.

EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Enable or disable cookies for embedding and playing YouTube videos on our site.

(เปิดหรือปิดคุกกี้สำหรับการฝังและเล่นวิดีโอ YouTube บนเว็บไซต์ของเรา)