ข่าว

“SUPA ประเทศไทย” พลิกวิกฤติไฟป่าสู่ต้นแบบการจัดการป่าพรุอย่างยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี

20 ต.ค. 2567

โครงการการใช้ประโยชน์ป่าพรุและบรรเทาหมอกควันอย่างยั่งยืนในอาเซียน (Sustainable Use of Peatlands and Haze Mitigation in ASEAN: SUPA) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (EU) และรัฐบาลเยอรมัน ดำเนินการโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการลดความเสียหายจากไฟป่าในพื้นที่ป่าพรุ ในปีแรกของการดำเนินงาน (พ.ศ. 2566-2567) โครงการ SUPA สามารถลดความเสียหายจากไฟป่าได้อย่างมีนัยสำคัญถึง 95% แม้โครงการจะมีกำหนดเสร็จสิ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ผลสำเร็จของโครงการยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

“1 ปีแห่งความสำเร็จที่เปลี่ยนวิกฤติไฟป่าพรุสู่การจัดการอย่างทันสมัย”

เพียงปีแรกของการดำเนินการโครงการ SUPA ในประเทศไทย (พ.ศ.2566-2567) สามารถลดความเสียหายจากไฟป่าพรุลงถึง 95% ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่โดดเด่นในระดับประเทศและภูมิภาค ผลลัพธ์นี้เกิดจากการผสมผสานระหว่างการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย การเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรในพื้นที่ และการปรับปรุงกลไกการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ หนึ่งในหัวใจสำคัญของความสำเร็จคือ ระบบเครือข่ายเซนเซอร์อัจฉริยะไร้สายด้วยเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) ที่ติดตั้งในพื้นที่ป่าพรุ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 300 ตารางกิโลเมตร ทำหน้าที่เฝ้าระวังระดับน้ำแบบทันทีทันใด ข้อมูลที่รวบรวมได้จะถูกส่งตรงไปยังเจ้าหน้าที่ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งช่วยให้สามารถตัดสินใจและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ลดระยะเวลาการประเมินสถานการณ์น้ำจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่วินาที

นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกันและบริหารจัดการไฟป่ามูลค่าหลายล้านบาท โดยเฉพาะสนับสนุนการใช้โดรนกว่า 23 ลำ แบ่งเป็นโดรนขนาดเล็กสำหรับลาดตะเวนและวางแผนเชิงพื้นที่ และโดรนถ่ายภาพความร้อนที่สามารถตรวจจับจุดความร้อนได้อย่างละเอียด การใช้โดรนช่วยเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการลาดตระเวนพื้นที่ป่าพรุที่ยากต่อการเข้าถึง อีกทั้งยังลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่เกิดไฟป่า จากการประเมินผลภาคสนามของโครงการฯ พบว่า เทคโนโลยีเหล่านี้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่ถึงกว่า 90% และช่วยให้การจัดการไฟป่ามีความปลอดภัยและทันต่อเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น “โครงการ SUPA ได้พิสูจน์ว่า การใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการพัฒนาคนในพื้นที่สามารถเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส และสร้างระบบจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนในระยะยาว” ธวัฒชัย ปาละคะมาน หัวหน้าโครงการ SUPA ในประเทศไทย กล่าว

“การพัฒนาคนในท้องถิ่นเพื่อวางรากฐานความยั่งยืนในระยะยาว”

โครงการ SUPA ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาไฟป่า แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบจัดการทรัพยากรให้สามารถคงอยู่ได้ในระยะยาว โครงการได้ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กว่า 50 คนในด้านต่างๆ เช่น การใช้งานโดรน การเฝ้าระวังไฟป่า และการประเมินความเสี่ยง ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญสำหรับการจัดการพื้นที่ป่าพรุอย่างมีประสิทธิภาพ จากการประเมินผลการฝึกอบรม พบว่า 84% ของผู้เข้าร่วมสามารถใช้งานเทคโนโลยีได้อย่างมั่นใจ และ 31% มีศักยภาพในการถ่ายทอดความรู้สู่บุคลากรรุ่นใหม่ในอนาคตได้ ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงการพัฒนาบุคลากรทั้งการเพิ่มทักษะ รวมถึงการสร้างเครือข่ายบุคลากรที่พร้อมนำความรู้ไปต่อยอดในพื้นที่อื่นๆ “สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างระบบที่ยั่งยืน ซึ่งเจ้าหน้าที่และชุมชนสามารถดูแลและบริหารจัดการป่าพรุได้ด้วยตัวเอง แม้โครงการจะสิ้นสุดลง” ธวัฒชัย ปาละคะมาน กล่าว การมุ่งเน้นพัฒนาบุคลากรของ SUPA ช่วยลดผลกระทบจากไฟป่าในปัจจุบัน อีกทั้งเป็นการวางรากฐานที่สำคัญสำหรับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยเจ้าหน้าที่ในพื้นที่สามารถดำเนินงานได้อย่างเป็นอิสระและยั่งยืนแม้ไม่มีการสนับสนุนจากโครงการอีกต่อไป

โครงการ SUPA ไม่เพียงสร้างผลลัพธ์ที่โดดเด่นในประเทศไทย แต่ยังได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค โดยมีการนำเสนอผลสำเร็จในงาน ASEAN Science Biodiversity Forum ณ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือกับ ASEAN Center for Biodiversity โดยแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโครงการในการเป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลไปยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียน แม้โครงการมีกำหนดสิ้นสุดในเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 เทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่โครงการถ่ายทอดให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะยังคงสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต่อไป ทั้งในด้านการจัดการไฟป่าและการพัฒนาป่าพรุอย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญของความร่วมมือระดับนานาชาติ การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสและสร้างระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง โครงการ SUPA จึงถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ GIZ ประจำประเทศไทย ร่วมขับเคลื่อนให้เกิดอนาคตที่ยั่งยืน และเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาคต่อไป    

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ

ธวัฒชัย ปาละคะมาน      
หัวหน้าโครงการ SUPA ในประเทศไทย
อีเมล: thawatchai.palakhamarn(at)giz.de

Scroll to Top
EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Data from the following embedded codes are sent to Google Inc. More information in our Privacy Policy.

EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Enable or disable cookies for embedding and playing YouTube videos on our site.

(เปิดหรือปิดคุกกี้สำหรับการฝังและเล่นวิดีโอ YouTube บนเว็บไซต์ของเรา)