ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 ท่ามกลางความท้าทายและโอกาสใหม่ๆ ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลและส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงการพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวนและเชื้อเพลิงฟอสซิล ประเทศไทยจะมั่นใจได้อย่างไรว่าพลังงานในอนาคตจะมั่นคง ราคาเข้าถึงได้ และยั่งยืน
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569 บริษัทซีเมนส์ เอนเนอร์ยี่ (Siemens Energy) ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ผ่านโครงการเวทีหารือด้านพลังงานไทย-เยอรมัน (TGED) ได้จัดงานประชุม “Asia Pacific Energy Talks: Thailand edition” ที่กรุงเทพมหานคร โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศจากภาคพลังงานของไทย มาร่วมกันหารือถึงแนวทางที่เป็นรูปธรรมเพื่อมุ่งสู่อนาคตพลังงานคาร์บอนต่ำ ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
คุณสตีฟ ลู กรรมการผู้จัดการ ซีเมนส์ เอนเนอร์ยี่ ประเทศไทย พม่า ลาวและกัมพูชา กล่าวแนะนำการประชุมแลกเปลี่ยน Asia Pacific Energy Talks ซึ่งจัดขึ้นในหลายประเทศทั่วภูมิภาค เพื่อเป็นเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้มีบทบาทสำคัญด้านพลังงานเพื่อหารือประเด็นเร่งด่วนสำหรับอนาคตด้านพลังงาน ขณะที่ดร.ทีโม เมนนิเคน ผู้อำนวยการ GIZ ประจำประเทศไทย ได้กล่าวขอบคุณความร่วมมือระหว่าง ซีเมนส์ เอนเนอร์ยี่ และ GIZ ประจำประเทศไทย ที่ส่งเสริมการพูดคุยแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะกับภาคเอกชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม พร้อมย้ำถึงบทบาทความร่วมมือระหว่างภาคส่วนเพื่อพลิกโฉมภูมิทัศน์พลังงานไทยให้มั่นคงและยั่งยืน
คุณวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้ นำเสนอร่างกรอบแผนพลังงานชาติของประเทศไทยที่เน้นความมั่นคง ราคาที่เข้าถึงได้ และความยั่งยืนทางพลังงาน โดยครอบคลุมตั้งแต่การปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลดคาร์บอนในภาคพลังงานในอนาคต โดย คุณวัชรินทร์หวังว่าภายใน 5-10 ปี จะมีการปฏิรูปกรอบภูมิทัศน์ด้านพลังงานของไทย เพื่อรองรับอนาคตพลังงานคาร์บอนต่ำและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ต้องอาศัยนโยบายที่ชัดเจนและสามารถปรับตัวได้ ควบคู่ไปกับความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ โดยระหว่างการเสวนาช่วงแรกในหัวข้อ “เส้นทางสู่เป้าหมาย Net Zero ของไทยภายในปี 2593 ผ่านมิติภูมิรัฐศาสตร์ นโยบาย และความมั่นคงทางพลังงาน” ผู้ร่วมเสวนาได้ย้ำว่า นโยบายของภาครัฐต้องตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของภาคดิจิทัล ภาคอุตสาหกรรม และภาคส่วนต่างๆ ที่เกิดใหม่ ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการสนับสนุนโครงการที่มีศักยภาพทางการเงิน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และการพัฒนาทุกภาคส่วนหลักให้มีความพร้อม เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย NetZero ภายในปี พ.ศ. 2593
เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต การผลิตไฟฟ้าจึงต้องมีความหลากหลายและพึ่งพาได้ ในการเสวนาภายใต้หัวข้อ “เสริมสร้างอนาคตพลังงานไทยด้วยการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสานที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและพึ่งพาได้” ชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีความต้องการเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในฐานะแหล่งพลังงานที่มั่นคงและมีความยืดหยุ่น ซึ่งเชื้อเพลิงเหล่านี้ต้องบูรณาการร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานและโครงการเชื่อมโยงพลังงานในภูมิภาค เช่น โครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากแหล่งพลังงานที่หลากหลายแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ยังต้องอาศัยโครงข่ายพื้นฐานข้อมูลและการเงินเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนพร้อมกระตุ้นให้เกิดการลงมือทำจริงในภาคส่วนต่างๆ โดยประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบข้อมูลโครงข่ายไฟฟ้าที่โปร่งใส โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับการลงทุน และแหล่งทุนที่เข้าถึงได้สำหรับการลดการปล่อยคาร์บอน
การเสวนาช่วงสุดท้ายในหัวข้อ “พลิกโฉมโครงข่ายไฟฟ้าไทยสมัยใหม่เพื่อความยืดหยุ่นและพึ่งพาได้สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล” ได้พูดคุยถึงความท้าทายต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าไทยในยุคที่การผลิตและใช้ไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ข้อมูลที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น การปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้เติบโต รวมถึงการผนวกพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ ระบบโครงข่ายไฟฟ้าของไทยจึงต้องมีความยืดหยุ่น อัจฉริยะ โปร่งใส และเชื่อมโยงกัน เพื่อรองรับความต้องการและการผลิตไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
การหารือยังย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการมีบทบาทที่เข้มแข็งขึ้นในระดับภูมิภาค ไม่เพียงแต่ในฐานะผู้ใช้พลังงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงและสร้างตลาด ที่ส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานที่ครอบคลุมทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากยิ่งขึ้น
เส้นทางการเปลี่ยนผ่านของภาคพลังงานไทยเพื่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 ยังคงอีกยาวไกลและเต็มไปด้วยความท้าทาย การจะทำเป้าหมายดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงต้องอาศัยความร่วมมืออย่างเป็นระบบและเข้มแข็งระหว่างภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะกับภาคเอกชน





