เมื่อวันที่ 19–21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โครงการเพื่อสภาพภูมิอากาศและอากาศสะอาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEACAI) ซึ่งดำเนินการโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย ร่วมสนับสนุนกรมควบคุมมลพิษ และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหัวข้อ “ความร่วมมือไทย–เมียนมาเพื่อมาตรการข้ามพรมแดนภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ฟ้าใส และการประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการนำมาตรฐานวิธีปฏิบัติการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) ว่าด้วยการเกษตรปลอดการเผา และระบบการติดตามสินค้า มาใช้ในทางปฏิบัติ” ณ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเจ้าหน้าที่จากภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร และผู้นำทางด้านนโยบายจากประเทศไทยและเมียนมา เข้าร่วมประชุมเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือเกี่ยวกับมาตรฐานการปลอดการเผาและระบบการติดตามสินค้า
การประชุมนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ฟ้าใส พ.ศ. 2567-2573 ซึ่งเป็นข้อตกลงพหุภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทย ลาว เมียนมา สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการปัญหาหมอกควันของภูมิภาคต่อความยั่งยืนของการเกษตร ซึ่งไม่ได้มองว่าการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นเพียงปัญหาเฉพาะของภาคเกษตรกรรมอีกต่อไป แต่เป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อคุณภาพอากาศ สุขภาพของประชาชน ตลอดจนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระดับข้ามพรมแดน
การประชุมเชิงปฏิบัติการได้เริ่มจากการเจรจาเชิงนโยบายระดับชาติ ไปสู่การแบ่งปันความรู้ทางเทคนิค และปิดท้ายด้วยการลงพื้นที่เรียนรู้ภาคปฎิบัติ โดยในวันเปิดการประชุม ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้กล่าวต้อนรับ และ ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และ ดร.ซาน อู อธิบดีกรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประเทศเมียนมา กล่าวเปิดงานโดยเน้นถึงความมุ่งมั่นในการร่วมมือแบบทวิภาคีอย่างยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และพันธกิจระหว่างองค์กร
นอกจากนี้ ดร.ซาน ยังย้ำว่าประเทศเมียนมาตระหนักดีว่า หมอกควันข้ามพรมแดนเป็นความท้าทายที่มีความซับซ้อนและคาบเกี่ยวในหลายภาคส่วน จึงจำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้จากพันธมิตรในภูมิภาค เช่น การนำมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีของประเทศไทย มาประยุกต์ใช้กับการรับรองมาตรฐานทางการเกษตรและการดำเนินนโยบายทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มสินค้าส่งออกที่มีมูลค่า
กรมควบคุมมลพิษ นำเสนอแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 – 2570 และระยะ 5 ปีต่อไป” ว่าด้วยการป้องกันและสั่งการเกี่ยวกับฝุ่นละออง PM2.5 เพื่อรักษาความเข้มข้นของฝุ่นละออง PM2.5 ในช่วง 24 ชั่วโมง ให้อยู่ต่ำกว่า 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และลดพื้นที่เกษตรที่ถูกเผาไหม้ลง 50% จากค่าเฉลี่ยในอดีต แทนที่จะพึ่งพาการสั่งห้ามเพียงอย่างเดียว ทั้งเมียนมาและไทยต่างเน้นที่การสนับสนุนการแก้ปัญหา
กรมเกษตรของประเทศเมียนมา (DOA) นำเสนอ “แบบจำลอง 3R” เปลี่ยนเป็นพืชเศรษฐกิจแบบผสมผสานที่มีมูลค่าสูง (Replace with high value crops) ปลูกพืชทดแทนการทำนาปรัง (Replace with alternate crops) และเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นไม่เผา (Re-habit) ในฐานะกรอบการทำงานเพื่อเปลี่ยนการเผาตามวิถีดั้งเดิมของเกษตรกร โดยเปลี่ยนสิ่งเผาไหม้ให้เป็นปัจจัยการผลิตเพื่อส่งเสริมสุขภาพดิน อาหารสัตว์ และพลังงานหมุนเวียน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร (มกอช.) ได้นำเสนอแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีปลอดการเผาสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้ง (มกษ. 4402-2568) ซึ่งเป็นมาตรการสินค้าเกษตรสำหรับข้าวโพดเมล็ดแห้งที่กำหนดมาตราฐานตั้งแต่การเตรียมดิน ไปจนถึงการเก็บรักษาและการขนส่ง
กรมการค้าต่างประเทศ (DFT) นำเสนอมาตรการนำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผาไหม้ โดยตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ผู้นำเข้าจะต้องลงทะเบียนกับกรมศุลกากรไทยและต้องแสดงใบรับรองการปลอดการเผาที่ออกโดยหน่วยงานรัฐ หรือหนังสือรับรองตนเองจากประเทศผู้ส่งออกที่ผ่านการตรวจสอบโดยกรมวิชาการเกษตรของไทย ทำให้การควบคุมทางการค้าเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริง เพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และช่วยส่งสัญญาณทางการตลาดไปยังกลุ่มผู้ผลิตทั่วทั้งภูมิภาค
ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เป็นประเด็นเชื่อมโยงหลัก ในการประชุมเชิงปฏิบัติการได้มีการตรวจสอบวิธีการฉายภาพพิกัดแปลงปลูกเรขาคณิต การตรวจสอบข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียม และข้อมูลเชิงลึกในระดับมุมมองของเกษตรกร ซึ่งสามารถสร้างการมีส่วนร่วมในทุกจุดของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ไร่นาไปจนถึงผู้แปรรูปและตลาด หน่วยงานรับรองและกลไกการยืนยันที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการอภิปรายเกี่ยวกับแนวทางสำหรับประเทศเมียนมาในการจัดตั้งหน่วยงานที่สามารถออกใบรับรองปลอดการเผาที่ตรงตามข้อกำหนดของการนำเข้าของไทย
ประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาอยู่บ่อยครั้งคือ ความเห็นต่างระหว่างความจำเป็นแบบฉับพลันของเกษตรกร กับความยั่งยืนในระยะยาว เนื่องจากการเผาซากพืชผลเป็นวิธีที่เร็วที่สุด ในการช่วยเคลียร์พื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว กำจัดวัชพืชและศัตรูพืชได้ ทั้งยังมีต้นทุนที่ต่ำเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น ๆ เช่น นำไปทำเป็นปุ๋ยหมัก ใช้คลุมดิน ไถกลบในแปลง ผลิตถ่านชีวภาพ และนำไปทำเป็นอาหารสัตว์ ที่ต้องใช้เวลา ความรู้ และลงทุนสูงกว่า ซึ่งในการประชุมเชิงปฏิบัติการได้ยอมรับและพูดถึงความจริงในข้อนี้อย่างตรงไปตรงมา หากไม่มีการสนับสนุนทางการเงิน การฝึกอบรม และการเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดให้เกษตรกรที่ใช้วิธีปลอดการเผา ก็ไม่อาจประสบความสำเร็จได้ เพราะมาตรฐานเพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติในระดับใหญ่ได้
โครงการ SEACAI ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท้องถิ่นในเชียงใหม่ เช่น สถาบันวิจัยและพัฒนาเขตเกษตรพิเศษ (HRDI) สภาลมหายใจเชียงใหม่ และแอร์เกรเดียนต์ (AirGradient) ในการวางแผนโครงการนำร่องเชิงเทคนิคของการปฏิบัติตามมาตรการปลอดการเผา และยังร่วมปรึกษาหารือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาทางการเกษตร ผู้ให้บริการเทคโนโลยีและข้อมูล รวมถึงองค์กรภาคประชาสังคม ได้ระบุขอบเขตสำหรับการขยาย วิธีการปลอดการเผาในการเกษตรแบบเฉพาะทาง
ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้จะช่วยต่อยอดโครงการนำร่องของ SEACAI ในภาคเหนือของไทย ในขณะเดียวกัน โครงการยังมีแผนดำเนินการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียท้องถิ่นในภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อหาโอกาสสร้างการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเกษตรที่ยั่งยืนเพื่อการลดปล่อยสารมลพิษระยะสั้นทั่วทั้งภูมิภาคแม่น้ำโขงต่อไป
โครงการเพื่อสภาพภูมิอากาศและอากาศสะอาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEACAI) ทำงานเพื่อลดมลพิษที่มีอายุสั้น (SLCPs) ซึ่งส่งผลต่อภูมิอากาศในประเทศสมาชิกอาเซียน โดยมุ่งเน้นการดำเนินการในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ผ่านการกลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค พื้นที่ดำเนินการสาธิตระดับท้องถิ่นในประเทศไทย ลาว และกัมพูชา และการแลกเปลี่ยนทักษะความรู้ โครงการ SEACAI จัดการกับปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนที่เกิดจากการเผาในที่โล่งทางการเกษตร ไฟป่า และการเผาขยะ ที่เป็นมลพิษข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การเกษตร และเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ โครงการ SEACAI ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของเยอรมนี (BMZ) และองค์กรเพื่อการพัฒนาและส่งเสริมความร่วมมือแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (SDC) ดำเนินการโดย GIZ ร่วมกับหน่วยงานด้านควบคุมมลพิษในประเทศที่เข้าร่วม โครงการนี้ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ 2568 ถึง พ.ศ. 2571 เพื่อสร้างแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากภาคเอกชนและภาคประชาชน
ข้อมูลเพิ่มเติมโครงการ: โครงการเพื่อสภาพภูมิอากาศและอากาศสะอาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEACAI) – Thai-German Cooperation</p