ข่าว

เพิ่มศักยภาพนวัตกรรมการประกันภัยทางการเกษตรในอาเซียน หนุนเกษตรกรรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

27 ม.ค. 2565

ผู้เชี่ยวชาญภาคการเกษตรและประกันภัยแนะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องสร้างนวัตกรรมและเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเร่งด่วน เพื่อจัดการความเสี่ยงทางการเกษตรที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร การเงิน รวมถึงตัวแทนจากภาครัฐและเอกชนกว่า 60 คน เข้าร่วมพูดคุยและประเมินบทบาทด้านการเงิน นวัตกรรม เทคโนโลยีสำหรับการประกันภัยภาคการเกษตรเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การจัดการความเสี่ยงทางการเงินของภาคการเกษตรเป็นประเด็นสำคัญที่มีการถกรายละเอียดเชิงลึกในเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการออนไลน์ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 24-25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ซึ่งจัดโดยสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ร่วมกับเครือข่ายการประกันภัยรายย่อย (Microinsurance Network: MiN) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร การเงิน รวมถึงตัวแทนจากภาครัฐและเอกชนกว่า 60 คน เข้าร่วมพูดคุยและประเมินบทบาทด้านการเงิน นวัตกรรม เทคโนโลยีสำหรับการประกันภัยภาคการเกษตร พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และบทเรียนการทำงานในประเทศต่าง ๆ เพื่อหาแนวทางระดับภูมิภาคสำหรับจัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงในห่วงโซ่ทางการเกษตร

“แม้ว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีทรัพยากรที่เอื้อต่อการทำเกษตรกรรม แต่การเผชิญกับปัญหาภัยธรรมชาติและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ทำให้ภูมิภาคของเราที่ประชากรส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก ต้องมีความพร้อมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดในอนาคต” ลอเรนโซ ชาน (Lorenzo Chan) ประธานเครือข่ายการประกันภัยรายย่อย (MiN) กล่าวระหว่างการเปิดเวทีประชุม

ภาคเกษตรกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คิดเป็นร้อยละ 25 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการเผชิญกับภัยธรรมชาติและสภาพอากาศที่รุนแรงก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ประเทศอินโดนีเซีย ไทย เมียนมา มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ถือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยกตัวอย่างเช่นเมื่อปีพ.ศ. 2563 ประเทศฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติตลอดปี ทั้งภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว พายุไซโคลน ไต้ฝุ่น ดินถล่ม และน้ำท่วม ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับสินค้าเกษตรเป็นมูลค่ากว่า 282 ล้านเหรียญสหรัฐ

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ประเทศไทยเมื่อปีพ.ศ. 2562 รุนแรงที่สุดในรอบ 17 ปี ก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อภาคเกษตรกรรม เครดิตภาพ: กรมประมง

“ผลการศึกษาของเครือข่ายการประกันภัยรายย่อย ประจำปีพ.ศ. 2564 บ่งชี้ว่า ประชากรกว่าห้าพันล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของราคาผลผลิตทางการเกษตรและการเข้าไม่ถึงการประกันภัยที่ครอบคลุม ซึ่งส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชากรที่มีรายได้น้อยเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการสาธารณะ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างกลไกที่ยั่งยืนในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและเพื่อเป็นหลักประกันให้กับกลุ่มประชากรเปราะบางตลอดห่วงโซ่คุณค่าการเกษตร”ลอเรนโซ ชาน ประธานเครือข่ายการประกันภัยรายย่อย (MiN) กล่าว

ในที่ประชุม ได้มีการเน้นย้ำในเรื่องความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกแบบ พัฒนา และนำเสนอแนวทางแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เพื่อลดความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับภาคการเกษตร ตลอดจนมุ่งสร้างการรับรู้และศักยภาพผ่านการแบ่งปันบทเรียนและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด เพื่อผลักดันแนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นนวัตกรรมใหม่ให้เกิดขึ้น

“ไม่มีหน่วยงานใด หน่วยงานเดียวสามารถทำงานขับเคลื่อนการรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเตรียมความพร้อมนวัตกรรมการประกันภัยภาคการเกษตรตลอดห่วงโซ่คุณค่าเพื่อจัดการกับความท้าทายนี้ อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารกำลังเดินหน้า เพื่อให้เราและครอบครัวมีอาหารทานทุกมื้อ เรามีหน้าที่ที่จะต้องช่วยให้ห่วงโซ่คุณค่านี้ดำเนินต่อไปเช่นกัน” ลอเรนโซ ชาน กล่าวเสริม

สำหรับแผนการดำเนินงานการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงด้านอาหาร ประเทศสมาชิกอาเซียนได้นำกรอบนโยบายอาเซียนมาใช้ร่วมกัน โดยเน้นย้ำในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ การประกันภัยภาคการเกษตรถือเป็นเครื่องมือในการลดความเสี่ยงให้กับภาคเกษตรกรรม และเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญเพื่อการจัดการกับความท้าทายที่เกิดขึ้นในภูมิภาค  

นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับห่วงโซ่คุณค่าของภาคเกษตรกรรม โดยคณะทำงานการเกษตรด้านพืชของอาเซียน (ASEAN Agriculture Working Group on Crops) ได้ร่วมพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การปฏิบัติการความร่วมมืออาเซียนสำหรับสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2564-2568 (Strategic Plan of Action for the ASEAN Cooperation in Agricultural Cooperative 2021-2025) โดยมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างขีดความสามารถของอาเซียนในการประกันภัยพืชผลระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งนี้ คณะทำงานได้ผลักดันเรื่องประกันภัยพืชผลมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560

ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถดังกล่าวให้กับประเทศสมาชิกอาเซียน GIZ ประจำประเทศไทย จึงได้ร่วมมือกับสำนักเลขาธิการอาเซียนในการพัฒนาแนวทางว่าด้วยการดำเนินการประกันภัยทางการเกษตรในอาเซียน (ASEAN Guideline on Agricultural Insurance Implementation) ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการสรุปผล และจะเสนอต่อคณะทำงานฯ ในกลางปีพ.ศ. 2565 นี้

ดร. อันญ่า เอิลเบค (Anja Erlbeck) ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน กลุ่มเกษตรและความปลอดภัยด้านอาหาร องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทยนำเสนอภาพรวมการประกันภัยภาคการเกษตรของอาเซียน

การประกันภัยภาคการเกษตรไม่ใช่ประเด็นใหม่สำหรับภูมิภาคนี้ ในปี พ.ศ. 2523 ประเทศฟิลิปปินส์ได้เปิดตัวโครงการประกันพืชผล ปศุสัตว์ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระดับชาติเป็นครั้งแรก ต่อมาประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ดำเนินโครงการประกันภัยพืชผลทางการเกษตรเช่นเดียวกัน ดร. อันญ่า เอิลเบค (Anja Erlbeck) ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน กลุ่มเกษตรและความปลอดภัยด้านอาหาร ของGIZ กล่าว

การให้เงินอุดหนุนและการเชื่อมโยงสินเชื่อ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขยายการประกันการเกษตรในห่วงโซ่คุณค่า ในขณะเดียวกันการสนับสนุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ไม่ใช่ปัจจัยทางการเงินอย่างปุ๋ย ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการปรับขนาดกลไกประกันภัยภาคการเกษตรได้

ดร. เอิลเบค เล็งเห็นถึงทิศทางของนวัตกรรมและกลไกประกันภัยภาคการเกษตรในภูมิภาค เธอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้มีผลิตภัณฑ์ประกันภัยแบบดัชนี การกระตุ้นความสนใจของภาคเอกชน พร้อมกับการส่งเสริมการดำเนินการประกันภัย เพื่อลดความเสี่ยงในห่วงโซ่คุณค่าและการทดสอบเทคโนโลยีทางการเกษตร

กรอบแนวทางและแผนการดำเนินงานการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงด้านอาหาร พร้อมกับการรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศภูมิภาคอาเซียน

กี่เดช อนันต์ศิริประภา ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย และประธานคณะทำงานประกันการเกษตรอาเซียน สภาธุรกิจประกันภัยอาเซียน กล่าวว่า สมาคมฯ ได้จัดให้มีเวทีเสวนาสำหรับภาคการเกษตร บริษัทประกันภัย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องในภูมิภาค เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดระหว่างประเทศสมาชิก ในการพัฒนาระบบการประกันภัยภาคการเกษตร

คุณกี่เดชยังได้แบ่งปันประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยในโครงการประกันภัยภาคการเกษตรแบบที่สนับสนุนเบี้ยเพิ่มเติมว่า มีบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมดำเนินงานขับเคลื่อนโครงการระดับชาติ ประจำปีพ.ศ. 2564 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 40 ราย “องค์กรภาคเอกชนไม่สามารถดำเนินโครงการประกันภัยภาคการเกษตรได้โดยลำพัง หากปราศจากเจตจำนงทางการเมืองและความร่วมมือที่แข็งแกร่งจากภาครัฐ” เขากล่าวในระหว่างการประชุม

ยุก จำเริญฤทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ประกันฟอร์เต้ (กัมพูชา) จำกัด (Forte Insurance) ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การทดสอบโครงการนำร่องผลิตภัณฑ์ประกันแบบดัชนีสภาพอากาศ ความชื้นในดิน และผลผลิต ในปีพ.ศ. 2558-2564 และกล่าวเสริมว่า เทคโนโลยีดาวเทียมมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนข้อมูลสำหรับประกันภัยแบบดัชนี

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับมุมมองและโอกาสในการดำเนินงานร่วมกันในระดับภูมิภาค ผ่านการนำเอานวัตกรรมการประกันภัยภาคการเกษตรมาใช้ เพื่อส่งเสริมห่วงโซ่คุณค่าทางการเกษตรที่ยืดหยุ่น โดยการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้มีความเห็นร่วมกันในการดำเนินการร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียน รวมไปถึงการส่งเสริมนวัตกรรมการประกันภัยอีกด้วย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ

ดร. อันญ่า เอิลเบค
อีเมล: anja.erlbeck@giz.de

Scroll to Top
EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Data from the following embedded codes are sent to Google Inc. More information in our Privacy Policy.

EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Enable or disable cookies for embedding and playing YouTube videos on our site.

(เปิดหรือปิดคุกกี้สำหรับการฝังและเล่นวิดีโอ YouTube บนเว็บไซต์ของเรา)