- GIZ ประจำประเทศไทย จัดประชุมกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ครั้งที่ 1 เพื่อหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีบทบาทสำคัญในการนำเชื้อเพลิง SAF มาใช้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในภาคส่วนการบินของประเทศไทย
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568 องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ภายใต้โครงการ International Hydrogen Ramp-Up Programme (H2Uppp) จัดการประชุมกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมโฟร์พอยท์ส บาย เชอราตัน กรุงเทพ เพลินจิต เพื่อส่งเสริมการหารือเกี่ยวกับความท้าทายและโอกาสสำคัญในการสนับสนุนให้ภาคส่วนการบินของประเทศไทยใช้เชื้อเพลิง SAF งานประชุมนี้เป็นการต่อยอดการสัมมนาภายในกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านเชื้อเพลิง SAF ที่เริ่มดำเนินงานตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2567
ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบไปด้วยผู้แทนจากภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันวิจัยหลายแห่ง เช่น บริษัท แอร์บัสกรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด, สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.), กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.), กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.), บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน), ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ, หอการค้าเยอรมัน-ไทย, สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน), มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฯลฯ
ดร.โดมินิกา คาลิโนวสกา ผู้อำนวยการโครงการภาคส่วนคมนาคมจาก GIZ ประจำประเทศไทย ได้กล่าวเปิดงานโดยพูดถึงความเชื่อมโยงของ SAF กับภาพรวมของการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการลดการปล่อยคาร์บอนในประเทศไทย พร้อมเชิญชวนผู้เข้าร่วมรับฟังข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อส่งเสริมการใช้ SAF ในบริบทของประเทศไทย
ในช่วงแรก ผู้เชี่ยวชาญได้บรรยายทิศทาง SAF ในบริบทของไทยและยุโรป โดย ดร.นุวงศ์ ชลคุป ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ สวทช. ร่วมอภิปรายนโยบายการบินของประเทศไทย และนำเสนอข้อมูลเชิงลึกจากความพยายามในการทำแผนที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้กับผู้เข้าร่วม จากนั้น คุณเคลวิน ลี จากสมาคมการขนส่งทางอากาศนานาชาติ (International Air Transport Association: IATA) แนะนำแบบแผนการรับรองความยั่งยืนของ SAF ที่สามารถทำได้หลายวิธี รวมถึงขั้นตอนและความท้าทายในการดำเนินการ โดยเน้นไปที่บริษัทการบินและผู้ผลิตเชื้อเพลิง SAF ถัดมา คุณสุภาวดี รัตนพันธ์ จากบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ได้บรรยายมุมมองภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ทำ SAF จากน้ำมันพืชใช้แล้วผ่านกระบวนการการผลิตร่วม (co-processing) และห่วงโซ่คุณค่าของ SAF รวมถึงเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ชีวภาพอื่นๆ ของทางหน่วยงาน ในช่วงท้าย คุณฟรังค์ มิสช์เลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย SAF จาก International PtX Hub Academy ประเทศเยอรมนี ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการจัดการของสหภาพยุโรปที่เกี่ยวข้องกับ SAF ภายในภูมิภาค รวมถึงมาตรการที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคต
Following the plenary session, the participants engaged in an interactive group discussion on key challenges and opportunities for SAF integration, focusing on five identified key areas: Insufficient Policy Support, High Production Costs, Market Demand Uncertainty, Feedstock Availability Limitations, and Certification and Qualifications Processes. Throughout the discussions, the working group explored relevant geopolitical contexts, policy and market frameworks that influence the trajectory of SAF markets and innovation in Thailand’s aviation sector.
ประเทศไทยสามารถอาศัยทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางการขนส่งระดับภูมิภาคและการมีวัตถุดิบชีวภาพที่หลากหลายในการนำ SAF ไปใช้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในภาคส่วนการบินอย่างมีประสิทธิภาพ ตามเป้าหมายสุทธิเป็นศูนย์ใน พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ประเทศไทยกำหนดให้สายการบินในประเทศบูรณาการเชื้อเพลิง SAF เป็นทางเลือกที่สะอาดกว่า ในอัตราส่วนผสมขั้นต่ำ 1% ภายใน พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026) เพื่อร่วมขับเคลื่อนไทยให้บรรลุเป้าหมายในการใช้พลังงานทางเลือกที่สะอาดกว่าในภาคการบินพลเรือน โดยตั้งเป้าให้มีส่วนผสมเชื้อเพลิง SAF 1-2% ภายใน พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) และให้มีส่วนผสมเพิ่มเป็น 8% ภายใน พ.ศ. 2579 (ค.ศ. 2036) นอกจากนั้น ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ของประเทศไทยยังได้เปิดตัวโครงการจูงใจทางภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคธุรกิจในการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับการบิน
โครงการ H2Uppp ได้รับการสนับสนุนงบประมาณโดยกระทรวงเศรษฐกิจและการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMWK) ดำเนินโครงการทั่วโลกโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) สำหรับโครงการ H2Uppp ในประเทศไทย มีหอการค้าเยอรมัน-ไทย (German-Thai Chamber of Commerce: GTCC) เป็นผู้ร่วมดำเนินการ และเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคของโครงการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยโครงการฯ ตั้งเป้าที่จะสนับสนุนนโยบายและพัฒนาตลาดสำหรับไฮโดรเจนสีเขียวและ Power-to-X ผ่านการศึกษาและการฝึกอบรม การริเริ่มความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) และโครงการต่างๆ ตลอดจนการส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้และการสร้างเครือข่ายกับผู้เชี่ยวชาญในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับภาคเอกชนของประเทศเยอรมนี