ข่าว

โครงการ RC-GCM ผนึกกำลังอาเซียนพัฒนาตลาดคาร์บอนระดับภูมิภาค มุ่งสู่ Net Zero เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

01 เม.ย. 2569
เขียนโดย: วัลนิภา โสดา
ภาพโดย: กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กรมการข้าว

กรุงเทพมหานคร – เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 โครงการความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านตลาดคาร์บอนระดับสากล (Regional Collaboration on Global Carbon Markets: RC-GCM) ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเปิดตัวโครงการระดับภูมิภาค เพื่อวางรากฐานการดำเนินงานและจัดทำแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจนสำหรับปี พ.ศ. 2569 – 2571 โดยมีผู้เข้าร่วมงานรวม 98 คนจากภาครัฐ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงตัวแทนภาคเอกชนจากไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม

โครงการ RC-GCM เป็นความร่วมมือระดับโลกที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์ธรรมชาติ และความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMUKN) ภายใต้แผนงานปกป้องสภาพภูมิอากาศระดับสากล (International Climate Initiative: IKI) และดำเนินการโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ

คุณสเวน เอ็กเบิร์ส (Sven Egbers) ผู้อำนวยการโครงการ RC-GCM จาก GIZ เยอรมนี กล่าวต้อนรับผู้ร่วมประชุม โดยย้ำถึงบทบาทสำคัญของโครงการในการระดมทุนด้านภูมิอากาศ และการเร่งผลักดันกิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจกทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมระบุว่าหลังจากที่ “กฎเกณฑ์การดำเนินงานภายใต้มาตรา 6” มีความชัดเจนมากขึ้นในการประชุม COP29 และการที่สหภาพยุโรปประกาศให้ “คาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ” เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายลดก๊าซฯ ภายในปี พ.ศ. 2583 ส่งผลให้เกิดความต้องการคาร์บอนเครดิตที่มีความน่าเชื่อถือและมีมาตรฐานสูงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล คุณสเวนยังย้ำว่าภารกิจหลักของโครงการคือสนับสนุนการ “ถอดรหัส” กฎระเบียบระดับโลกไปสู่การปฏิบัติของแต่ละประเทศและระดับภูมิภาคอย่างน่าเชื่อถือ ผ่านความร่วมมือที่เข้มข้นยิ่งขึ้น โครงการได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับภาคเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วน “ข้าว” ซึ่งมุ่งสร้างขีดความสามารถเพื่อพัฒนาโครงการคาร์บอนที่สามารถขยายผลได้จริง ที่จะส่งผลให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกที่วัดผลได้ ควบคู่ไปกับการสร้างผลประโยชน์ร่วมให้แก่เกษตรกร พร้อมย้ำว่าการดำเนินงานที่สอดคล้องกันในระดับภูมิภาคเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกตลาด และสร้างความเชื่อมั่นว่าตลาดคาร์บอนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนในระยะยาว

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยที่จะแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านแผนลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศ (Nationally Determined Contribution: NDC2035) โดยตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 47 ภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมเป็นพิเศษ เพราะเป็นภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับสองของประเทศ โดยได้เร่งขยายผลมาตรการต่างๆ เช่น การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง และการใช้ประโยชน์จากก๊าซชีวภาพ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายเหล่านี้ ประเทศไทยกำลังพัฒนากลไกตลาดคาร์บอนที่มีความน่าเชื่อถือสูงภายใต้ความตกลงปารีสมาตรา 6.2 โดยมีแนวทางจัดการคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศของไทย (International Carbon Credit Guideline: ICCG) เป็นเครื่องมือสำคัญในการรับประกันการดำเนินงานเพิ่มเติมจากปกติ และป้องกันการนับซ้ำ นอกจากนี้ สส. ยังเดินหน้าพัฒนาร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading Scheme: ETS) เพื่อกระตุ้นความต้องการคาร์บอนภายในประเทศ พร้อมทั้งระบุว่าโครงการ RC-GCM เป็นโครงการระดับภูมิภาคที่เสริมสร้างศักยภาพด้านตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ และมาตรา 6 โดยโครงการนี้ยังร่วมมือกับกรมการข้าวเพื่อกำหนดขอบเขตการดำเนินงานที่ชัดเจนระหว่างพื้นที่ที่ได้รับงบประมาณจากภาครัฐ กองทุนภูมิอากาศสีเขียว (GCF) และพื้นที่สำหรับตลาดคาร์บอน เพื่อสร้างความโปร่งใส ได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพสูง และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น

คุณอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว (กข.) กล่าวเปิดโดยเน้นถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ “เศรษฐกิจคาร์บอนใหม่” ว่ามีการนิยามความหมายของ “ข้าว” ในมิติใหม่ จากเดิมที่เป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป ให้กลายเป็น “แหล่งกักเก็บคาร์บอนที่มีศักยภาพสูง” ซึ่งขณะนี้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกกำลังเปลี่ยนจากเกณฑ์ด้านราคาไปสู่เกณฑ์ด้านคุณค่า ซึ่งในอนาคตราคาข้าวจะสะท้อนข้อมูลคาร์บอนฟุตพรินต์ที่เกิดขึ้นในระบบการผลิต ประเทศไทยจึงกำลังผลักดัน “Thailand Model” สำหรับการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ โดยการบูรณาการเทคโนโลยีต่างๆ เช่น การทำนาเปียกสลับแห้ง การบริหารจัดการดินและปุ๋ยเฉพาะรายแปลง และนวัตกรรมจุลินทรีย์ เพื่อเปลี่ยนบทบาทของเกษตรกรจาก “ผู้ผลิตพืชผล” ให้กลายเป็น “ผู้สร้างสรรค์คุณค่าทางสิ่งแวดล้อม” โดยหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้คือการพัฒนาระบบตรวจวัดรายงาน ทวนสอบแบบดิจิทัล (Digital MRV) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานของตลาดในการเปลี่ยนคาร์บอนให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่น่าเชื่อถือ ควบคู่ไปกับการใช้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เช่น การตั้งราคาพรีเมียมและคาร์บอนเครดิต เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ระดับภูมิภาค โดยเชิญชวนพันธมิตรในอาเซียนมาร่วมกันออกแบบตลาดคาร์บอนที่โปร่งใสและสามารถขยายผลได้ ซึ่งจะผสานทั้งเทคโนโลยี ข้อมูล และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน เพื่อให้มั่นใจว่าภาคส่วนข้าวจะยังคงเป็นทั้งแหล่งอาหารหลักของโลกและเป็นทางออกที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

คุณธวัชชัย แสงคำสุข ผู้อำนวยการโครงการ RC-GCM ประเทศไทย ได้นำเสนอความเป็นมา ภาพรวมกรอบการทำงานของโครงการ และวัตถุประสงค์หลักของโครงการ RC-GCM ประเทศไทยว่าจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของภาคเกษตรกรรมในการดำเนินโครงการนำร่องภายใต้มาตรา 6 และตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ รวมถึงจะช่วยยกระดับบทบาทของประเทศไทยในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการซื้อขายคาร์บอน และผลักดันการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมยังได้รับฟังการบรรยายเชิงเทคนิคครอบคลุมประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจในไทย ความคาดหวังในการนำมาตรา 6 มาใช้สนับสนุนเป้าหมาย NDC ของประเทศไทย รวมถึงการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร โดยใช้ระบบการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) ในการทำนาข้าว

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ปิดท้ายด้วยกิจกรรม World Café ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ระดมสมองและออกแบบกิจกรรมย่อยในแต่ละกลุ่มงาน โดยข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์เหล่านี้จะถูกรวบรวมเข้าสู่แผนปฏิบัติการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมสำหรับปี พ.ศ. 2569–2571 เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการจะมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ทั้งในด้านกิจกรรม ระยะเวลา รวมถึงบทบาทและความรับผิดชอบที่แน่นอน นอกจากนี้การประชุมยังได้ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ต้องมีการดำเนินงานร่วมกันในระดับภูมิภาค เพื่อผลักดันให้เกิดตลาดคาร์บอนที่มีมาตรฐานสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีระบบการตรวจวัด รายงานและทวนสอบที่เข้มแข็งและมีมาตรฐานที่สอดคล้องกัน ทั้งนี้ โครงการ RC-GCM จะช่วยผลักดันประเทศไทยให้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค เสริมสร้างความพร้อมภายใต้มาตรา 6 และยกระดับความเชื่อมั่นของตลาดคาร์บอน เพื่อสนับสนุนให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDC) ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ 

คุณธวัชชัย แสงคำสุข
ผู้อำนวยการโครงการ RC-GCM ประเทศไทย
อีเมล: thawatchai.saengkhamsuk@giz.de

Scroll to Top
EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Data from the following embedded codes are sent to Google Inc. More information in our Privacy Policy.

EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Enable or disable cookies for embedding and playing YouTube videos on our site.

(เปิดหรือปิดคุกกี้สำหรับการฝังและเล่นวิดีโอ YouTube บนเว็บไซต์ของเรา)