- บริษัทและสถาบันวิจัยเยอรมนีร่วมนำเสนอเทคโนโลยีด้านระบบกักเก็บพลังงานและไฮโดรเจนที่งานประชุมไทย-เยอรมัน ซึ่งจัดโดยหอการค้าเยอรมันไทย
- Enapter GmbH นำเสนอระบบ Energy Management System (EMS) ที่ผสานการทำงานของพลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ และไฮโดรเจน ภายใต้โครงการการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่ GIZ สนับสนุน
- ผู้แทนจาก กกพ. กฟผ. สมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย และสมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านระบบกักเก็บพลังงานและไฮโดรเจน พร้อมเน้นความสำคัญของนโยบายและความร่วมมือในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
นำเสนอนวัตกรรมไฮโดรเจนเขียวของ GIZ-Enapter-DAD
คุณธนัย โพธิสัตย์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยจากบริษัท เอนแนปเตอร์ (Enapter) ประจำประเทศไทย นำเสนอโครงการพัฒนาระบบ Hydrogen Energy Management System (H2-EMS) ซึ่งดำเนินการร่วมกันระหว่าง Enapter GmbH บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (DAD) และ GIZ ภายใต้โครงการ H2Uppp โดยนำระบบ H2-EMS 3.0 ไปประยุกต์ใช้ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ เพื่อเป็นต้นแบบระดับภูมิภาคด้านการบริหารจัดการพลังงานไฮโดรเจน
โครงการความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) ด้าน H2-EMS แสดงให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบพลังงานแบบบูรณาการ โดยเชื่อมโยงระบบไฮโดรเจนสีเขียวเข้ากับอุปกรณ์ด้านพลังงานอื่น ๆ ผ่านแพลตฟอร์มการสื่อสารอุตสาหกรรมเดียว ด้วยการติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ และการทำงานร่วมกันของอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างราบรื่น จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และรองรับการขยายการใช้งานไฮโดรเจนในอนาคต โดย PPP นี้ถือเป็นตัวอย่างของนวัตกรรมจากเยอรมนีและความร่วมมือระหว่างประเทศ อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศ และการเติบโตของเศรษฐกิจไฮโดรเจนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มุมมองของประเทศไทยต่ออนาคตของระบบกักเก็บพลังงาน
ภายในงานยังมีการเสวนาระดับสูง ดำเนินรายการโดย ดร.ปราโมทย์ ผึ้งจินดา จาก GIZ ประจำประเทศไทย โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณศุภชัย คูณเศรษฐ์ จาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดร.เนรัญ สุวรรณโชติช่วง จากสมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย ดร.ชาญชัย อมรวิภาส จาก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และดร.รุจิโรจน์ ลีลารุจิ จากสมาคมเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (TESTA) แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางของระบบกักเก็บพลังงานของประเทศไทย ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า ไม่มีเทคโนโลยีใดเพียงเทคโนโลยีเดียวที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทยได้ แต่ต้องอาศัยระบบกักเก็บพลังงานที่หลากหลายและทำงานเสริมกัน เพื่อรองรับระบบไฟฟ้าที่มีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น
แม้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่จะมีบทบาทสำคัญในการกักเก็บพลังงานระยะสั้นถึงระยะกลาง แต่ไฮโดรเจนได้รับการยอมรับว่าเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับการกักเก็บพลังงานระยะยาว การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม และการเชื่อมโยงการใช้พลังงานระหว่างภาคส่วน ผู้ร่วมเสวนายังเน้นย้ำว่า การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจำเป็นต้องอาศัยนโยบายสนับสนุน การลงทุนอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาควิชาการ และพันธมิตรระหว่างประเทศ โดยเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากเยอรมนีมีบทบาทสำคัญในการเร่งนวัตกรรมและการพัฒนาตลาดด้านพลังงานสะอาด
เทคโนโลยีและองค์ความรู้จากเยอรมนีร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย
เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทยและเยอรมนี ภายใต้กรอบความริเริ่ม German Energy Solutions Initiative ซึ่งมุ่งส่งเสริมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและเครือข่ายธุรกิจระหว่างไทยและเยอรมนี และได้รับการสนับสนุนจาก BMWE การประชุมครั้งนี้เปิดเวทีให้บริษัทและสถาบันวิจัยชั้นนำจากเยอรมนีนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันด้านพลังงาน อาทิ ฟอร์ชุงส์ชเตลเลอ เฟือร์ เอเนอร์กีเวิร์ทชาฟท์ (Forschungsstelle für Energiewirtschaft or FfE) เกิทเซอ เคเก อาร์มาทูเริน (Goetze KG Armaturen) เอชทู พาวเวอร์เซลล์ เกเอ็มเบฮา (H2 Powercell GmbH) เอสเอฟเซ เอเนอร์จี อาเก (SFC Energy AG) สเกเลตัน เทคโนโลยีส์ เกเอ็มเบฮา (Skeleton Technologies GmbH) และ วิสเซินคาพิทาล เอเนอร์กี เกเอ็มเบฮา (Wissenskapital Energie GmbH) นำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันด้านพลังงาน การนำเสนอครอบคลุมเทคโนโลยีด้านความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยีไฮโดรเจน และระบบบริหารจัดการพลังงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยผู้พัฒนาเทคโนโลยีจากเยอรมนีได้แสดงให้เห็นว่าการบูรณาการระบบสามารถช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เร่งการบูรณาการพลังงานหมุนเวียน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่ระบบพลังงานที่มีความมั่นคงและปล่อยคาร์บอนต่ำ