เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ทีมงานด้านอุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียนของ GIZ เยี่ยมชมโครงการ Chula Zero Waste ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นตัวอย่างแนวปฏิบัติล้ำหน้าด้านความยั่งยืนของประเทศไทย โครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่ครอบคลุมทั้งความยั่งยืน และการดูแลสิ่งแวดล้อมภายในพื้นที่สถาบันการศึกษา โดย GIZ มุ่งหวังที่จะใช้ข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับจากโครงการนี้นำไปก่อให้เกิดประโยชน์เพื่อขยายผลให้ไกลกว่านอกขอบเขตของมหาวิทยาลัย
โครงการของ GIZ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในประเทศไทยเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2542 ด้วยโครงการการจัดการขยะในจังหวัดพิษณุโลก นับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับรัฐบาลไทย โครงการในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการป้องกันการรั่วไหลของขยะพลาสติกตลอดห่วงโซ่คุณค่าของบรรจุภัณฑ์มากขึ้น การดำเนินการเหล่านี้ไม่เพียงแต่สอดคล้องกับนโยบายระดับชาติ เช่น โมเดลเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน (Bio-Circular-Green Economy) และแผนปฏิบัติการจัดการขยะพลาสติก ผ่านการสนับสนุนพันธมิตรทางการเมืองอย่างกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) แต่ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์และนโยบายระดับโลก เช่น ข้อตกลงสีเขียวของยุโรป (European Green Deal) และสนธิสัญญาว่าด้วยพลาสติกโลก (Global Plastics Treaty) อีกด้วย
ดร. เอลเก้ ซีล ผู้อำนวยการทั่วไปโครงการภาคส่วนและโครงการระดับโลก และคุณเอลเก้ ฮุตต์เนอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐาน จาก GIZ สำนักงานใหญ่ ประเทศเยอรมนี พร้อมด้วยทีมงาน GIZ ประจำประเทศไทยได้เดินทางไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อสังเกตการณ์แนวปฏิบัติที่ดีนี้โดยตรง คณะเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ อย่างรถไฟฟ้าบีทีเอสและรถชัตเติลบัสไฟฟ้าของจุฬาฯ เพื่อสัมผัสการเดินทางแบบคนท้องถิ่นพร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการเดินทางคาร์บอนต่ำ ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศไทย ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมุ่งมั่นที่จะเป็นแบบอย่างมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมเพื่อสังคม โดยยึดถือสามหลักการสำคัญในการพัฒนาสังคม ได้แก่ การเตรียมผู้นำแห่งอนาคต การส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมที่สร้างแรงกระเพื่อม และการส่งเสริมความยั่งยืนทางสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 50 มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกโดย Times Higher Education (THE) Impact Rankings 2024 ซึ่งเป็นการประเมินมหาวิทยาลัยจากการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และแรงกระเพื่อมต่อสังคม
นอกเหนือจากการได้จัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 50 มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกด้านความยั่งยืนแล้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้รับการยกย่องเป็นสถาบันชั้นนำของประเทศไทยในด้านอุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน โครงการ Chula Zero Waste ซึ่งดำเนินมาถึงปีที่เจ็ดในปีนี้ มุ่งหวังที่จะปลูกฝังแนวคิดและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนให้แก่นักเรียนเพื่อเตรียมพวกเขาให้เป็นผู้นำในอนาคต คุณกอปร ลิ้มสุวรรณ ผู้จัดการโครงการ Chula Zero Waste และหัวหน้ากลุ่มภารกิจการจัดการสิ่งแวดล้อม เล่าถึงภาพรวมความท้าทายด้านการจัดการขยะในประเทศไทย จากนั้นได้อธิบายกลยุทธ์การจัดการขยะที่ครอบคลุมของมหาวิทยาลัย ซึ่งเริ่มตั้งแต่มาตรการป้องกันการเกิดขยะไปจนถึงการใช้ทรัพยากรภายในชุมชนของมหาวิทยาลัยที่มีนักเรียน 37,626 คน และพนักงาน 8,138 คน
คุณกอปรเน้นย้ำถึงนโยบายและแนวปฏิบัติของ Chula Zero Waste ผ่านตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม อย่างนโยบายลดขยะพลาสติกใช้ครั้งเดียว (SUP) ซึ่งขยายขอบเขตออกไปมากกว่าการลดใช้ถุงพลาสติก แต่รวมถึงการห้ามใช้ภาชนะอาหารโฟมสังเคราะห์และพลาสติกแตกสลายได้ชนิดอ๊อกโซ (Oxo-Biodegradable Plastics) โครงการยังบังคับใช้นโยบายตามการร้องขอ (On-Request Policy) นั่นคือจะมีการแจกอุปกรณ์พลาสติก หลอด และฝาครอบภาชนะเฉพาะเมื่อมีการขอ พร้อมทั้งการแทนที่พลาสติกใช้ครั้งเดียว (SUP) ด้วยภาชนะทางเลือกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน มหาวิทยาลัยได้ติดตั้งตู้กดน้ำมากกว่า 130 เครื่อง และแจกขวดน้ำที่ใช้ซ้ำได้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจต้อนรับนิสิตปีหนึ่ง
ในด้านการติดตามข้อมูล มีอาคารมากกว่า 104 แห่งจากทั้งหมด 216 แห่งในมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการสำนักงานสีเขียว (Green Office Program) โดยพนักงานทำความสะอาดประจำอาคารจะได้รับการฝึกอบรมให้แยกขยะ และชั่งน้ำหนักขยะอย่างละเอียดทุกวัน อีกทั้งต้องส่งข้อมูลนี้ให้กับทีม Chula Zero Waste ทุกเดือนเพื่อทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดและวางแผนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีความพยายามด้านการสื่อสาร ผ่านแคมเปญสีเขียวประจำเดือน เช่น “Your Cup, We Treat” ซึ่งกระตุ้นให้นิสิตและบุคลากรใช้ถ้วยที่ใช้ซ้ำได้โดยการเสนอเครื่องดื่มฟรีให้กับผู้ที่มีพกแก้วใช้ซ้ำได้ส่วนตัวมาในกิจกรรม
หลังจากการนำเสนอ คณะเดินชมจุดสำคัญต่างๆ ในมหาวิทยาลัย โดยเริ่มจากสถานีคัดแยกขยะที่โรงอาหาร โดยมีป้ายแสดงภาพจริงของตัวอย่างขยะเพื่อให้มั่นใจว่าขยะถูกทิ้งลงถังที่ถูกต้อง นอกจากนี้ คณะยังได้สังเกตเครื่องมือกระตุ้นที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมที่ยั่งยืน เช่น การเสนอส่วนลดสำหรับการนำถ้วยที่ใช้ซ้ำได้มาเอง ซึ่งเป็นแนวทางที่อิงจากหลักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ในลำดับถัดมาจึงไปเยี่ยมชมที่โรงแปรรูปขยะชีวภาพที่ขยะอาหารจะถูกแปลงเป็นก๊าซชีวภาพและปุ๋ยน้ำภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการจัดการขยะอินทรีย์อย่างมีประสิทธิภาพ การเดินเยี่ยมชมสิ้นสุดลงที่สถานีคัดแยกขยะ ซึ่งขยะรีไซเคิลจะถูกนำไปแปรรูปสำหรับการทำ upcycling หรือใช้เป็นเชื้อเพลิงที่ได้จากขยะ (Refuse Derived Fuel: RDF) เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลในเตาเผาปูนซีเมนต์ และขยะทั่วไปจะถูกบีบอัดและถูกจัดการต่อโดยกรุงเทพมหานคร (กทม.)
การสรุปผลที่จัดขึ้นในช่วงท้ายของวันเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบและความท้าทายที่พบระหว่างการดำเนินโครงการ โดยมีผู้เข้าร่วมเพิ่มเติม ได้แก่ ดร. สุจิตรา วาสนาดำรงดี และ คุณวรุณ วารัญญานนท์ ที่ปรึกษาโครงการ Chula Zero Waste การสนทนาในครั้งนี้เน้นไปที่กลยุทธ์ในการขยายโครงการไปยังมหาวิทยาลัยอื่นทั่วประเทศไทย บทบาทสำคัญของการสื่อสารในการหล่อหลอมพฤติกรรมและเพิ่มความตระหนัก รวมถึงหัวข้อสำคัญอื่นๆ เช่น ระบบมัดจำคืนเงินบรรจุภัณฑ์ (DRS) และ หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) ที่มุ่งเน้นไปยังการจัดการปัญหาขยะพลาสติกและการสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนในวงกว้าง ซึ่งเป็นขอบเขตที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบายสาธารณะ
การสนับสนุนทางเทคนิคและความร่วมมือข้ามภาคส่วนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้นำให้เกิดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากประสบการณ์เชิงปฏิบัติ เช่น โครงการ Chula Zero Waste ที่ทำหน้าที่เป็นห้องปฏิบัติการที่มีชีวิตในการทดลองมาตรการป้องกันและจัดการขยะ ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มีศักยภาพอย่างมากในการประยุกต์ใช้กับสังคมในวงกว้างนอกเหนือจากพื้นที่มหาวิทยาลัย ขณะที่การพัฒนานโยบายและกรอบกฎหมายก้าวหน้าไปได้ด้วยโครงการของ GIZ ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากโครงการนี้จะมีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างด้านนโยบายในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน และผลักดันความมุ่งมั่นของประเทศสู่ความยั่งยืนในอนาคตต่อไป
ลิงก์ไปยังโครงการ GIZ ที่กำลังดำเนินการอยู่เกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน:
โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ ความปลอดภัยทางปรมาณู และการคุ้มครองผู้บริโภค แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMUV):
- โครงการการลดการใช้ การออกแบบที่ยั่งยืน และการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อป้องกันขยะในทะเล (MA-RE-DESIGN): คลิก
- โครงการการทำงานร่วมกันเพื่อลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CAP SEA): คลิก
โครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ):
- โครงการการยกระดับการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนในภูมิภาคอาเซียน (AMUSE): คลิก




























