ในวันที่ 1-5 ธันวาคม พ.ศ. 2568 องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ได้จัดการศึกษาดูงานภายใต้หัวข้อ “การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคส่วนที่ต้องการทำความเย็นสูง” (Energy Efficiency and Climate Mitigation in Cooling-Intensive Sectors) ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีผู้เข้าร่วม ได้แก่ ผู้แทนจากสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ศูนย์พลังงานอาเซียน หน่วยงานระดับประเทศที่มีความสำคัญในภาคพลังงานและอุตสาหกรรม รวมถึงสมาคมในภาคเอกชน จากประเทศสมาชิกอาเซียน โดยงานนี้จัดขึ้นภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมที่มีความต้องการความเย็นสูงในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Cooling) ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ)
อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกและมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเกิดจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 6 ต่อปี ซึ่งการทำความเย็นมีผลอย่างมากต่อช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟสูงสุดในภูมิอากาศเขตร้อน การศึกษาดูงานครั้งนี้แสดงให้เห็นบทบาทสำคัญของการทำความเย็นที่มีประสิทธิภาพและการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการขับเคลื่อนความพยายามที่จะลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภูมิภาคในภาคส่วนที่ต้องการทำความเย็นสูง โดยงานนี้เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอาเซียนได้เห็นถึงแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของการทำความเย็นที่ยั่งยืน รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้ในเยอรมนีและยุโรป ได้ทำความเข้าใจนโยบายและกรอบกฎระเบียบอย่างลึกซึ้ง พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้และเรียนรู้ซึ่งกันและกันในคณะผู้แทน
“การศึกษาดูงานครั้งนี้จัดในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน ครั้งที่ 43 เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2568 เราได้รับรองแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน (APAEC) 2026-2030 ฉบับใหม่ โดยตั้งเป้าหมายที่จะลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานลงร้อยละ 40 จากระดับของปี พ.ศ. 2548 ภายในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายเดิมที่ร้อยละ 32 และเราก็พร้อมเดินหน้าต่อไปเพราะที่ผ่านมาเราสามารถลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานลงได้แล้วร้อยละ 25.5 ภายในปี พ.ศ. 2566 ในการบรรลุเป้าหมายที่ยกระดับขึ้นนี้ เราต้องรับมือกับหนึ่งในความท้าทายด้านพลังงานที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นคือการทำความเย็น ด้วยเหตุนี้ หัวข้อในการศึกษาดูงานของเราจึงไม่เพียงมาได้ถูกเวลา แต่ยังจำเป็นในเชิงกลยุทธ์ต่อการขับเคลื่อนประเด็นสำคัญหลักในระดับภูมิภาคอีกด้วย” ดร.กาญจนา วานิชกร ผู้อำนวยการฝ่ายการพัฒนาเฉพาะเรื่องแห่งสำนักงานเลขาธิการอาเซียน กล่าว
คณะผู้แทนอาเซียนเห็นถึงประโยชน์ของการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับนวัตกรรมในอุตสาหกรรมและการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติ ผ่านการเยี่ยมชมโรงงานและการนำเสนอของผู้เชี่ยวชาญ โดยบริษัทชั้นนำระดับโลกและระดับภูมิภาคในอุตสาหกรรมผลิตระบบทำความเย็น ไม่ว่าจะเป็นเกีย (GEA) กุนท์เนอร์ (Güntner) และรีเคอร์ (Rieker) กับเรโฟลูชัน (Refolution) คณะผู้แทนได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เครื่องอัดไอแบบสกรู เครื่องทำน้ำเย็น ปั๊มความร้อน และสารทำความเย็นธรรมชาติหลายชนิด ที่เหมาะกับการใช้งานในการทำความเย็นเชิงอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ ประกอบด้วยแอมโมเนีย (R717) คาร์บอนไดออกไซด์ (R744) และสารไฮโดรคาร์บอน (เช่น R290) สารทำความเย็นธรรมชาตินับเป็นทางออกแห่งอนาคต เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูง ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปราศจากพีฟาส (PFAS) และทีเอฟเอ (TFA) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สารเคมีตลอดกาล” นอกจากนี้ คณะผู้แทนยังมองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับอาเซียนอย่างมากและเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการใช้มาตรการในระดับภูมิภาค เช่น การกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานขั้นต่ำ เกณฑ์ด้านความปลอดภัยและการรั่วไหลที่เข้มงวด และแรงงานที่มีทักษะ เพื่อรองรับการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้งานอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ในมุมของนโยบายและกฎระเบียบ ผู้เข้าร่วมได้พิจารณาประสบการณ์ของสหภาพยุโรปในการผลักดันนโยบายการทำความเย็นอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในการลดปริมาณการใช้สารเอชเอฟซี (HFCs) ด้วยข้อบังคับก๊าซเรือนกระจกกลุ่มฟลูออริเนต (F-Gas Regulation) การจำกัดตลาดที่สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมคิกาลี (Kigali Amendment) และฉลากสิ่งแวดล้อมภาคสมัครใจ “บลู แองเจล (Blue Angel)” ซึ่งออกให้กับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าเมื่อเทียบกับสินค้าประเภทเดียวกัน มีการหารือถึงความกังวลเกี่ยวกับกรดไตรฟลูออไรอะซีติค (TFA) ผลพลอยได้ที่ไม่สลายไปของสารทำความเย็นกลุ่มฟลูออริเนต ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ อาเซียนยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความเข้มข้นของ TFA ในภูมิภาคโดยเฉพาะ ทำให้ไม่ทราบสถานการณ์ปัจจุบัน จึงต้องสร้างความตระหนักรู้และการตื่นตัวด้านกฎระเบียบให้มากยิ่งขึ้น
การหารือยังครอบคลุมนโยบายใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและการทำความเย็นที่ยั่งยืนในศูนย์ข้อมูล โดยผู้เข้าร่วมตระหนักถึงความจำเป็นของการกำหนดมาตรฐานเพื่อรองรับผลกระทบทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วของภาคส่วนนี้ ขณะเยี่ยมชมศูนย์ข้อมูลจีเอสไอ/แฟร์ กรีน ไอที คิวบ์ (GSI/FAIR Green IT Cube) ที่ได้รับฉลากบลู แองเจล ผู้เข้าร่วมได้ดูระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวที่ทันสมัย ซึ่งสามารถลดค่าประสิทธิภาพพลังงานให้ต่ำกว่า 1.1 ได้ และใช้พลังงานน้อยกว่าร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับศูนย์ข้อมูลแบบดั้งเดิม ประสบการณ์เหล่านี้ได้จุดประกายผู้เข้าร่วมให้หาแรงจูงใจเชิงนโยบายที่เหมาะสมเพื่อนำเทคโนโลยีที่ได้เห็นมาใช้ในอาเซียน
“ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำความเย็นในประเทศเยอรมนีสะท้อนให้เห็นเทรนด์โลกจริง ๆ ว่าความก้าวหน้าถูกขับเคลื่อนด้วยศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาที่เข้มแข็งในภาคเอกชน โดยทำงานสอดคล้องกับโครงสร้างภาครัฐที่ช่วยส่งเสริม ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการพัฒนาช่างที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ผ่านการฝึกอบรมและการพัฒนาทักษะ ซึ่งจะทำให้แรงงานก้าวทันนวัตกรรมที่วิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว สำหรับประเทศไทย ทิศทางนโยบายที่ชัดเจน พร้อมทั้งความร่วมมือที่แนบแน่นระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมทั้งเวทีของภาคอุตสาหกรรม จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านในภาคธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนด้านทรัพยากรบุคคลเช่นกัน” คุณชูศักดิ์ ชาญเกียรติก้อง นายกสมาคมเครื่องทำความเย็น กล่าว
ผู้เข้าร่วมยังได้เยี่ยมชมศูนย์ฝึกอบรมอาหารเอปตา (Epta Training Centre) และร้านค้าปลีกขนาดใหญ่เมโทร เมนซ์-คาสเทล (METRO Store Mainz-Kastel) ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของรูปแบบระบบทำความเย็นเชิงพาณิชย์ที่ใช้คาร์บอนไดออกไซด์ (R744) และโพรเพน (R290) ในอุปกรณ์หลากชนิด ตั้งแต่ระบบที่ออกแบบมาโดยเฉพาะไปจนถึงตู้แช่เสียบปลั๊ก แม้ระบบทำความเย็นที่ใช้คาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารทำความเย็นจะเป็นตัวเลือกที่ปล่อยคาร์บอนต่ำและปรับขนาดได้สำหรับกิจการค้าปลีก ผู้เข้าร่วมเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องดัดแปลงเทคโนโลยีดังกล่าวให้เหมาะสมกับภูมิอากาศเขตร้อนของอาเซียน การเยี่ยมชมครั้งนี้ยังเน้นย้ำบทบาทสำคัญของการพัฒนาทักษะและการเตรียมความพร้อมของแรงงาน โดยการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีถือเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการตระเตรียมแรงงานให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการขยายการใช้งานระบบทำความเย็นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างปลอดภัย คณะผู้แทนเห็นว่าการขาดแคลนช่างที่ได้รับการรับรองในอาเซียนเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการนำสารทำความเย็นธรรมชาติมาใช้ และเป็นประเด็นที่อาจต้องเข้าไปสนับสนุนแบบเจาะจง นอกจากนั้น คณะฯ ยังเห็นถึงจุดแข็งของการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีในการเสริมสร้างความร่วมมือไตรภาคีระหว่างรัฐบาล อุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา ในการเพิ่มพูนทักษะแรงงานให้ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ การศึกษาดูงานยังเน้นความสำคัญของการวิจัยและนวัตกรรมผ่านการพบปะพูดคุยกับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ฮอคชูเลอ คาร์ลส์รูเฮอ (Hochschule Karlsruhe) ผู้เข้าร่วมได้รับทราบว่ามีหลักฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ชี้ว่าสารทำความเย็นธรรมชาติมีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงกว่า ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการหารือด้านนโยบายภายใต้ APAEC ในอนาคต
ตลอดระยะเวลา 5 วันของการศึกษาดูงาน คณะผู้แทนอาเซียนได้รับข้อมูลที่เจาะลึกเกี่ยวกับนโยบายที่เกี่ยวข้อง เทคโนโลยีขั้นสูง และการใช้สารทำความเย็นธรรมชาติหลากหลายรูปแบบในระบบทำความเย็นเชิงอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ โดยสารทำความเย็นที่เลือกใช้ต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดในการปฏิบัติงาน ความปลอดภัย ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมองว่าการออกแบบระบบอย่างครบวงจรเป็นสิ่งสำคัญ และตระหนักว่าสภาพภูมิอากาศของอาเซียนอาจทำให้ต้องนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาดัดแปลงก่อนใช้งานจริง เพื่อต่อยอดการศึกษาดูงานครั้งนี้ โครงการ ASEAN Cooling จะนำประสบการณ์มาถอดบทเรียนเพื่อออกแบบกิจกรรมในระดับภูมิภาคผ่านการรวบรวมและประเมินผลลัพธ์ การใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสำหรับอาเซียน การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ในภูมิภาค และการมองหาโอกาสในการดำเนินการโครงการนำร่องต่อไป
เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของอาเซียนภายใต้แผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน (APAEC) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมที่มีความต้องการความเย็นสูงในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Cooling) ซึ่งดำเนินงานโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ) มีวัตถุประสงค์ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคส่วนที่ใช้การทำความเย็นสูง โดยการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเทคโนโลยีทำความเย็นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โครงการฯ มุ่งเน้นภาคส่วนที่ต้องการทำความเย็นสูง ประกอบด้วยอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และศูนย์ข้อมูล โดยดำเนินงานทั้งในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ เพื่อเชื่อมโยงเป้าหมายของนโยบายระดับอาเซียนเข้ากับการดำเนินงานระดับประเทศและการดำเนินโครงการนำร่อง