การที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Transport) ไม่ได้อาศัยเพียงการกระตุ้นให้ผู้คนใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยนโยบายที่มีประสิทธิภาพ การวางแผนเชิงบูรณาการ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นี่คือสาระสำคัญที่โครงการส่งเสริมมาตรการ แนวทาง และแผนงานเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพยานยนต์และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (IMPROVE) ซึ่งดำเนินงานโดย GIZ ประจำประเทศไทย ได้นำเสนอในเวทีเสวนา “เทคโนโลยีอัจฉริยะสามารถช่วยให้ภาคการขนส่งบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้หรือไม่?” เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ที่งาน Automotive Summit 2026 ซึ่งจัดโดยสถาบันยานยนต์
การเสวนาครั้งนี้ประกอบไปด้วยผู้แทนระดับสูงจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กรมสรรพสามิต สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และ GIZ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองว่าการผสานเทคโนโลยีและนโยบายจะช่วยเร่งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคคมนาคม พร้อมยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยได้อย่างไร
ในฐานะผู้แทน GIZ ประจำประเทศไทย คุณปพนธนัย นันทชัชวาลย์กุล ผู้จัดการโครงการ IMPROVE ย้ำว่า การที่ประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศได้นั้นต้องสร้างสมดุลระหว่างการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม สำหรับภาคธุรกิจและแรงงาน พร้อมยกตัวอย่างจากต่างประเทศว่า การเปลี่ยนผ่านที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการใช้มาตรการเดียว แต่ต้องใช้นโยบายหลายรูปแบบมาเสริมกัน เช่น มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 1 (EV 3.0) และมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 (EV 3.5) ของประเทศไทย ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นตัวอย่างของการผสานมาตรการฝั่งอุปทานและฝั่งอุปสงค์ เพื่อส่งเสริมทั้งการผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ
คุณปพนธนัย (ที่ 2 จากขวา) นำเสนองานของโครงการด้านคมนาคมขนส่งที่ GIZ ประจำประเทศไทยกำลังดำเนินการ และยกตัวอย่างนโยบายด้านการคมนาคมขนส่งที่ยั่งยืนในต่างประเทศ
นอกจากนี้ คุณปพนธนัยยังได้นำเสนอเครื่องมือเชิงนโยบายที่ประเทศไทยสามารถนำมาพิจารณาในอนาคต ได้แก่ มาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานของยานยนต์แบบถัวเฉลี่ยรายบริษัท (Corporate Average Fuel Economy: CAFE) ระบบค่าธรรมเนียมและเงินคืนตามระดับการปล่อย CO₂ (Feebate) และ มาตรการกำหนดสัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero-Emission Vehicle: ZEV Mandate) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่หลายประเทศนำมาใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของยานยนต์และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการบูรณาการภาคคมนาคมและภาคพลังงาน เพื่อให้ยานยนต์ไฟฟ้าไม่เพียงเป็นพาหนะที่ปล่อยมลพิษต่ำ แต่ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบกักเก็บพลังงานและเสริมความมั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้าในอนาคต
การเสวนาครั้งนี้ยังสะท้อนความเห็นร่วมกันของผู้ร่วมเสวนาว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งคาร์บอนต่ำของประเทศไทยต้องดำเนินควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ โดย สนข. ได้นำเสนอแนวทางการวางแผนระบบคมนาคมแบบบูรณาการเพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย (NDC 3.0) ขณะที่ สศอ. กรมสรรพสามิต และ EVAT ต่างเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสีเขียว การปรับปรุงมาตรการด้านภาษี การส่งเสริมนวัตกรรม และการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์
ในฐานะองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ GIZ ประจำประเทศไทย ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและมาตรการด้านการคมนาคมขนส่งที่ยั่งยืน ผ่านโครงการความร่วมมือด้านการคมนาคมขนส่งหลากหลายโครงการ อาทิ IMPROVE และ TGC EMC (โครงการความร่วมมือไทย-เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ซึ่งครอบคลุมการพัฒนานโยบายโดยใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ การศึกษาวิเคราะห์ การพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคคมนาคมและยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคมนาคมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
นอกจากการร่วมเสวนาแล้ว โครงการ IMPROVE ยังได้ร่วมจัดแสดงบูทนิทรรศการภายในงาน Automotive Summit 2026 เพื่อนำเสนอผลการทำงานในประเทศไทย อาทิ การพัฒนามาตรการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของยานยนต์ (Fuel Efficiency: FE) การพัฒนาฐานข้อมูลประสิทธิภาพการใช้พลังงานของยานยนต์จดทะเบียน (Thai FE Data Portal) และการศึกษาด้านการลดคาร์บอนในภาคขนส่ง โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทและการมีส่วนร่วมของโครงการในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่ระบบขนส่งที่ยั่งยืน
GIZ ยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนประเทศไทยในการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งที่สะอาดและสามารถแข่งขันได้ ด้วยการผสานองค์ความรู้จากนานาชาติ การสนับสนุนเชิงนโยบาย และความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของประเทศต่อไป
ปพนธนัย นันทชัชวาลย์กุล
ผู้จัดการโครงการ IMPROVE ประจำประเทศไทย
อีเมล
: papondhanai.nanthachatchavankul@giz.de