3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 กรุงเทพฯ – องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ร่วมมือกับศูนย์วิจัยเทคโนโลยีการคมนาคมและยานยนต์ (MOVE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดตัวรายงาน “Thailand EV Outlook 2026” อย่างเป็นทางการ เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้จริงในการกำหนดนโยบาย พร้อมขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมายการลดคาร์บอนในภาคการขนส่งอย่างยั่งยืน
รายงาน Thailand EV Outlook 2026 เปิดตัวที่งานสัมมนานานาชาติ Future MOVE Forum ครั้งที่ 2 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยคุณจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้กล่าวเปิดงานโดยย้ำถึงบทบาทของภาคขนส่งในการมุ่งสู่เป้าหมายสภาพภูมิอากาศ NDC 3.0 ของไทย รวมถึงแผนการดำเนินงานของ สนข. และความท้าทายของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่การคมนาคมแบบคาร์บอนต่ำ
หลังจากนั้น ดร.โดมินิกา คาลินอฟสกา ผู้อำนวยการโครงการด้านการขนส่ง GIZ ประจำประเทศไทย ได้เล่าถึงกลยุทธ์ของโครงการความร่วมมือไทย-เยอรมันด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (TGC EMC) ในการสนับสนุนประเทศไทยสู่การขนส่งที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้และกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อเป็นรากฐาน พร้อมเน้นความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนต่อไป
สำหรับเนื้อหาสำคัญจากรายงาน Thailand EV Outlook 2026 ดร.ยศพงษ์ ลออนวล หัวหน้าศูนย์วิจัย MOVE ได้อธิบายว่า ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของไทยเข้าสู่ระยะขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยมีประเด็นน่าสนใจดังนี้
- การเติบโตที่สูงที่สุดในอาเซียน: อัตราการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ของไทยพุ่งสูงถึง23% ในปี พ.ศ. 2568 สะท้อน ถือเป็นหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ที่มีการเติบโตรวดเร็วที่สุด
- ช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐาน: รายงานเตือนว่าเป้าหมาย 12,000 เครื่องชาร์จในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ โดยไทยต้องการเครื่องชาร์จสาธารณะ 15,000 – 24,000 แห่งภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อรองรับรถ EV
- การปฏิวัติแบตเตอรี่: เพื่อบรรลุเป้าหมายการผลิต “30@30” หรือเป้าหมายการมียานยนต์ 30 เปอร์เซ็นในประเทศ ภายในปี ค.ศ. 2030 ความต้องการแบตเตอรี่ในประเทศจะเพิ่มขึ้น 6 เท่าจากปี พ.ศ. 2568 สู่ระดับ 54 กิกะวัตต์ชั่วโมง ภายในปี พ.ศ. 2573
- ผลกระทบด้านการลดมลพิษ: ด้วยแนวทางการเร่งรัดการปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ (Accelerated Zero-Emission Scenario: AZS) ประเทศไทยสามารถลดการปล่อย CO2 ในภาคขนส่งได้ถึง 85-90% ภายในปี พ.ศ. 2593
ในช่วงท้ายมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “แนวทางสู่อนาคตเพื่อบรรลุเป้าหมาย EV30@30” โดยมีผู้แทนจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เข้าร่วมอภิปรายถึงปัจจัยที่เอื้อต่อระบบนิเวศ EV ตั้งแต่การจัดการแบตเตอรี่หมดอายุการใช้งาน ไปจนถึงการบูรณาการระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับเทคโนโลยีการชาร์จกำลังสูง
Future MOVE Forum จัดโดยศูนย์วิจัย MOVE มจธ. ร่วมกับ GIZ และอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายระดับสูงและผู้นำภาคอุตสาหกรรมได้มารวมตัวกันและร่วมวางแนวทางสู่การลดคาร์บอนในภาคการขนส่งอย่างยั่งยืนต่อไป
ผู้ที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดรายงาน Thailand EV Outlook 2026 (ภาษาอังกฤษ) ได้ที่ https://tgc-emc.org/en/resource/thailand-ev-outlook-2026/



