ข่าว

กฎระเบียบ EUDR มาตรการกีดกันทางการค้าหรือโอกาสทางการค้าของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทย

05 ต.ค. 2566
เขียนโดย: กนกวรรณ ศาศวัตเตชะ
ภาพโดย: กนกวรรณ ศาศวัตเตชะ

ชวนมาทำความรู้จักกับกฎระเบียบ EUDR กัน ก่อนด่วนสรุปว่าเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า
  • EU ออกกฎระเบียบ EUDR ขึ้นมาเพื่อลดการทำลายป่าไม้และปัญหาด้านแรงงานที่เกิดขึ้นจากภาคการเกษตร
  • ผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มของไทยต้องผ่านกฎระเบียบ EUDR ภายในปี พ.ศ. 2567 จึงสามารถส่งไปยุโรปได้
  • มาตรฐาน RSPO มีส่วนช่วยให้เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกปาล์มน้ำมันสามารถดำเนินการสอดคล้องกับกฎระเบียบ EUDR ได้ง่ายขึ้น

สหภาพยุโรป (EU) ได้กำหนดกฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อพยายามลดปัญหาการทำลายพื้นที่ป่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ตลอดจนปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงานจากภาคการเกษตรทั่วโลก ซึ่งมีชื่อว่า EU Deforestation Regulation หรือ EUDR กฎระเบียบ EUDR คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2567 ครอบคลุม 7 กลุ่มสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อการทำลายป่ามากที่สุด ได้แก่ โกโก้ กาแฟ ถั่วเหลือง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน โค และเนื้อไม้ ตลอดจนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสินค้าดังกล่าว เช่น ช็อกโกแลต เครื่องหนัง และเฟอร์นิเจอร์   ดังนั้นผู้ประกอบการธุรกิจที่จดทะเบียนอยู่ใน EU และคู่ค้าทางธุรกิจจำเป็นต้องตรวจสอบความถูกต้องและวิเคราะห์สถานะความเสี่ยง (due diligence) ในห่วงโซ่การผลิตของตนจนถึงแหล่งกำเนิด เพื่อพิสูจน์ว่าการดำเนินธุรกิจของตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายพื้นที่ป่า

การทำ due diligence  ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน

  • การรวบรวมข้อมูล – รวบรวมข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่แหล่งกำเนิด ได้แก่ พิกัดทางภูมิศาสตร์ของแปลงปลูก และระยะเวลาให้ผลผลิต
  • การประเมินความเสี่ยง– นำข้อมูลที่รวบรวมมาประเมินความเสี่ยงต่อการทำลายพื้นที่ป่า และมีการกระทำขัดต่อกฎหมายระหว่างการผลิตหรือไม่
  • การบรรเทาผลกระทบ– หากพบความเสี่ยง  ต้องดำเนินการลดความเสี่ยงให้ลงมาอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ (เช่น เก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น สัมภาษณ์ ทดสอบในห้องปฏิบัติการ การตรวจประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ)

ในปี พ.ศ. 2565  ประเทศไทยได้ส่งออกสินค้า 7 กลุ่มดังกล่าวไป EU คิดเป็นมูลค่า 1.85 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์มากที่สุด คิดเป็น 11.5% รองลงมาคือไม้และผลิตภัณฑ์แปรรูป คิดเป็น 1.36% และปาล์มน้ำมันและอนุพันธ์ของน้ำมันปาล์ม คิดเป็น 1.30% ตามลำดับ แน่นอนว่า EUDR ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้ปลูกในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การทำการเกษตรแบบยั่งยืนได้กลายเป็นรากฐานสําคัญในการได้รับความไว้วางใจจากตลาดยุโรป รัฐบาลไทยตระหนักถึงแรงกดดันจากสถานการณ์ดังกล่าวจึงเร่งดําเนินการปรับปรุงมาตรการตรวจสอบย้อนกลับ ยับยั้งการตัดไม้ทําลายป่า และแก้ไขปัญหาด้านสิทธิแรงงาน

หากเจาะดูอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของไทยจะพบว่า มากกว่า 90% ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทยปรับเปลี่ยนมาจากพื้นที่การเกษตรอื่นๆ เช่น สวนยางพารา สวนผลไม้ นาข้าว และส่วนมากเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันล้วนมีกรรมสิทธิถือครองที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นประเทศไทยถือว่ามีความได้เปรียบมากกว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันปาล์ม เช่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

ภาพถ่ายมุมบนของสวนปาล์มน้ำมันและทะลายปาล์มน้ำมัน

ความร่วมมือของผู้ประกอบการภายในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มและองค์กรระหว่างประเทศนับเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่เป้าหมายความยั่งยืน โครงการการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (SPOPP) ดำเนินงานโดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ให้การสนับสนุนเกษตรกรประมาณ 1,000 รายให้หันมาปลูกปาล์มแบบยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมให้ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลอย่าง Roundtable on Sustainable Palm Oil (RSPO) นอกจากนั้น โครงการ SPOPP ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันการจัดการฐานข้อมูลฟาร์มแบบดิจิทัลที่เรียกว่า “i-Palm” ซึ่งช่วยเกษตรกรในการรวบรวมข้อมูล เช่น พิกัดทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน และระยะเวลาการให้ผลผลิตปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นชุดข้อมูลที่จําเป็นต่อการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทานไปยังแหล่งกำเนิด (traceability) และเป็นไปตามหลักการในการตรวจสอบความถูกต้องและวิเคราะห์สถานะความเสี่ยง (due diligence) ภายใต้กฎระเบียบ EUDR ดังนั้นสินค้าน้ำมันปาล์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน RSPO จึงมีความน่าเชื่อถือว่าไม่ตัดไม้ทําลายป่า ปกป้องสิ่งแวดล้อม และป้องกันการละเมิดสิทธิแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน

แม้ว่าเส้นทางจะลําบาก แต่กฎระเบียบ EUDR กลับส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของไทยในการสร้างโอกาสทางการค้ามากกว่าเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ทั้งนี้ กฎระเบียบ EUDR ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมและปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่ยังผลักดันนวัตกรรมหลายอย่างเพื่อมาสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนและบรรลุเป้าหมาย ในการเป็นกลางทางคาร์บอน (net-zero) ของประเทศ หากประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบ EUDR ได้สำเร็จในอนาคตอันใกล้นี้ ก็จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มรายอื่นๆ ต่อไป

Reference:

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ

กนกวรรณ ศาศวัตเตชะ
ผู้จัดการโครงการการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน
อีเมล:kanokwan.saswattechs(at)giz.de

Scroll to Top
EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Data from the following embedded codes are sent to Google Inc. More information in our Privacy Policy.

EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Enable or disable cookies for embedding and playing YouTube videos on our site.

(เปิดหรือปิดคุกกี้สำหรับการฝังและเล่นวิดีโอ YouTube บนเว็บไซต์ของเรา)