ข่าว

E-WMSA สนับสนุนการบริหารจัดการน้ำของไทยเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

09 เม.ย. 2568
เขียนและภาพโดย: พงศ์นรินทร์ สุขแจ่ม

  • วิศวกรชลประทานจากทั่วประเทศร่วมพัฒนาศักยภาพผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ส่งเสริมการบูรณาการแนวคิด Nature-based Solutions (NbS) และ Ecosystem-based Adaptation (EbA) ควบคู่โครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรม เพื่อเพิ่มความยั่งยืนของระบบน้ำและชุมชน
  • พัฒนาทักษะการประเมินความเสี่ยง การใช้ข้อมูล และแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย (Hazard Map) เพื่อสนับสนุนการวางแผนเชิงพื้นที่และการสื่อสารกับทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 9-10 เมษายน พ.ศ. 2568 วิศวกรชลประทานระดับปฏิบัติการ 50 คนจากสำนักชลประทานทั่วประเทศ ผนึกกำลังระดมความคิดเพื่อบูรณาการแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพ พร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อภาคเกษตรและวิถีชีวิตชุมชน ที่เวทีการอบรมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในหัวข้อ “การบริหารจัดการน้ำ การออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง” ที่กรุงเทพมหานคร

การอบรมเชิงปฏิบัติการนี้จัดขึ้นเป็นเป็นครั้งแรกโดยกรมชลประทาน ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย และบริษัทที่ปรึกษาอัลลูเวียม (Alluvium) ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ สิ่งแวดล้อม และการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของวิศวกรชลประทานระดับปฏิบัติการในฐานะด่านหน้าของกลไกระดับประเทศที่จะรับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม

ตลอดระยะเวลาสามวัน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้แนวทางต่าง ๆ เกี่ยวกับกระบวนการออกแบบมาตรการเชิงธรรมชาติ (Nature-based Solutions หรือ NbS) ซึ่งเป็นมาตรการที่มีความสำคัญยิ่งต่อการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งพิจารณาความเป็นไปได้ในการบูรณาการพื้นที่สีเขียวเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ตามแนวทางการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ (Ecosystem-based Adaptation หรือ EbA) มาปรับใช้กับการทำงานได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวระหว่างการบรรยายในหัวข้อ กระบวนการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศว่า “จากบทเรียนตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่ในญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2561 จนถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่ในหลายพื้นที่ของไทย ทำให้เราเห็นว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดบ่อยครั้งขึ้นและทวีความรุนแรงมากกว่าเดิม ส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมมากมาย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่คาดเดาได้ยากมากขึ้น และการวางแผนการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนถึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน”

ประเทศไทยประกอบด้วยลุ่มน้ำทั้งหมด 22 แห่ง แต่ละแห่งมีความท้าทายในประเด็นการจัดสรรทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่แตกต่างกันทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง น้ำเสีย ปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เกษตรกรรม และความขัดแย้งเรื่องการจัดสรรทรัพยากรน้ำเพื่อชุมชนและภาคอุตสาหกรรม ฯลฯ

จากข้อมูลของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติพบว่า ประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำรวมกว่า 1.48 แสนล้านลูกบาศก์เมตร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากร ภาคเกษตรมีความต้องการใช้น้ำสูงสุดในสัดส่วนร้อยละ 75 ของปริมาณการใช้น้ำทั้งหมด แบ่งเป็นการใช้น้ำในเขตพื้นที่ชลประทาน 32.75 ล้านไร่ มีการจัดสรรให้พื้นที่เฉลี่ยปีละ 6.5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนการใช้น้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทานมีทั้งสิ้น 117 ล้านไร่ ซึ่งเป็นการใช้น้ำฝนโดยตรงผสมกับน้ำบาดาลและน้ำท่า มีความต้องการใช้น้ำเฉลี่ยปีละประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร

เจ้าหน้าที่ชลประทานระดับปฏิบัติการระดมสมองในช่วงกิจกรรมกลุ่มเพื่อหาแนวทางบรูณาการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนเพื่อลดผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศต่อเกษตรและวิถีชีวิตชุมชน

อย่างไรก็ตามประเทศไทยต้องเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดบ่อยครั้งขึ้นและทวีความรุนแรงมากกว่าเดิม ธนาคารโลกประเมินว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมอาจมากถึงร้อยละ 14 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross Domestic Product หรือ GDP) ภายในปี พ.ศ. 2593 ดร.พงษ์ศักดิ์กล่าวย้ำถึงความจำเป็นของการประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk and Vulnerability Assessment หรือ CRVA) เพื่อลดผลกระทบและรับมือกับความท้าทายนี้ เพราะกระบวนการพัฒนา CRVA เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรให้สามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของกรมชลประทาน และสามารถบูรณาการมาตรการ EbA ควบคู่ไปกับการใช้โครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรม (Grey Infrastructure) เพื่อความยั่งยืน นอกจากนี้ควรมีการจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย (Hazard Map) ซึ่งระบุจุดเสี่ยงต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในระดับจังหวัด เพื่อช่วยให้ทั้งเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการวางแผนและเตรียมพร้อมอย่างมีประสิทธิภาพ

คุณโทนี่ เวเบอร์ และคุณอาดีน เดอ กรูท จากบริษัทที่ปรึกษา อัลลูเวียม ร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวคิด EbA โดยเฉพาะความสำคัญของการบริหารจัดการการไหลของน้ำเพื่อยกระดับคุณภาพน้ำและเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศให้สามารถฟื้นตัวและปรับตัวได้ในระยะยาว เช่น การปรับแต่งลำน้ำทางกายภาพ การจัดการพืชพรรณริมฝั่ง และการบำบัดน้ำอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ NbS จากต่างประเทศ เช่น การวางแผนปลูกพืชพรรณริมลำน้ำ และการใช้กระบวนการธรรมชาติเพื่อป้องกันการพังทลายของตลิ่งในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย

ดร.จีรนุช ศักดิ์คำดวง นักวิจัยประจำสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และการจัดการพื้นที่น้ำท่วมถึงเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ลดความเปราะบางของระบบนิเวศ ชุมชน และครัวเรือนให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น

กิจกรรมกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้มาตรการ EbA ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านการออกแบบแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยโดยใช้โปรแกรมลุคเกอร์ สตูดิโอ (Looker Studio) ซึ่งเป็นเครื่องมือแสดงผลข้อมูลแบบโอเพ่นซอร์ส เพื่อนำมาวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยแต่ละกลุ่มได้นำเสนอผลการวิเคราะห์พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างวิศวกรชลประทานระดับปฏิบัติการและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาแนวทางการวางแผนที่ให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่

คุณอารยา เกตุสิงห์น้อย วิศวกรส่วนวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมชลประทาน กรมชลประทาน กล่าวว่าเธอได้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับการวางแผนรับมือภัยพิบัติและเทคโนโลยีการแสดงผลข้อมูล ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการทำงาน รวมถึงการสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรภายนอก

คุณวงศ์สถิตย์ บุญธัญกรณ์ นายช่างชลประทานอาวุโส สำนักชลประทานที่ 3 จังหวัดพิษณุโลก กล่าวภายหลังการอบรมเชิงปฏิบัติการเป็นระยะเวลา 3 วันว่า ตนเองเรียนรู้วิธีการสื่อสารโดยใช้ข้อมูลเชิงสถิติเพื่อให้ชาวบ้านและผู้แทนชุมชนเข้าใจรายละเอียดอย่างถูกต้อง สามารถช่วยกันระบุปัญหาและความท้าทายประเด็นจัดการทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ผู้เข้าร่วมอบรมนำเสนอแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยที่สะท้อนความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศ

คุณเกตุพริมา แสนสุด ที่ปรึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโครงการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน (E-WMSA) โดย GIZ กล่าวว่า กลไก CRVA และแผนที่ลุ่มน้ำยม-น่าน ที่ใช้ตลอดการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เป็นเครื่องมือหลักที่ได้รับการออกแบบโดยโครงการประสานความร่วมมือกับกรมชลประทานเพื่อให้ข้อมูลสำคัญ เช่น จุดวัดระดับน้ำ ปริมาณน้ำ และโครงสร้างชลประทานต่าง ๆ ทั้ง ฝาย อ่างเก็บน้ำ “สิ่งสำคัญคือการแบ่งปันองค์ความรู้และการต่อยอดกลไกประเมินความเสี่ยงและความเปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศที่ได้เรียนรู้จากโครงการ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ชุมชน และประชาสังคมสามารถนำข้อมูลไปบูรณาการแนวคิดการจัดการทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อเตรียมรับมือกับสภาพภูมิอากาศทั้งในเชิงทฤษฎีและเชิงปฏิบัติได้อย่างเป็นระบบต่อไป”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ

คุณจูเลียน โทสท์
ผู้อำนวยการโครงการ E-WMSA
อีเมล: julian.tostl@giz.de

Scroll to Top
EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Data from the following embedded codes are sent to Google Inc. More information in our Privacy Policy.

EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Enable or disable cookies for embedding and playing YouTube videos on our site.

(เปิดหรือปิดคุกกี้สำหรับการฝังและเล่นวิดีโอ YouTube บนเว็บไซต์ของเรา)