ข่าว

คอฟฟี่ ดับเบิ้ลพลัส ประเทศไทย ส่งเสริมเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู พร้อมสร้างเครือข่ายวิทยากรสำหรับอบรมเกษตรกรโรบัสตา

22 เม.ย. 2567

ผู้แทนจากโครงการคอฟฟี ดับเบิ้ลพลัส ประเทศไทย วิทยากร และกลุ่มผู้เข้าร่วมอบรม ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก
  • โครงการคอฟฟี่ดับเบิ้ล พลัส ประเทศไทย โดย GIZ ประจำประเทศไทย ร่วมกับเนสท์เล่ จัดการอบรมวิทยากรหลักสูตร “เกษตรกรรมฟื้นฟูสำหรับการปลูกกาแฟ” ขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากดำเนินโครงการอย่างเป็นทางการ
  • ในอดีตเกษตรกรไทยสามารถผลิตกาแฟโรบัสตาได้เฉลี่ยปีละมากถึงแสนตัน แต่กำลังการผลิตปัจจุบันกลับลดลงเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลด้านนโยบาย สภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • โครงการฯ มีเป้าหมายพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจำนวน 2,200 ราย ใน 4 จังหวัดนำร่องทางภาคใต้เพื่อให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีส่วนช่วยลดภาวะโลกเดือดที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

เมื่อวันที่ 22-23 เมษายน พ.ศ. 2567 องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ร่วมกับบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จํากัด พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตรหลักของโครงการคอฟฟี่ดับเบิ้ลพลัสจากภาครัฐในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำโดยกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน จัดการอบรมวิทยากรหลักสูตร “เกษตรกรรมฟื้นฟูสำหรับการปลูกกาแฟ” เป็นระยะเวลาสองวันที่โรงแรมลอฟท์ มาเนีย จังหวัดชุมพร โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดชุมพร วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมจังหวัดชุมพร และ PUR projet ทั้งจากส่วนกลาง ระดับจังหวัดและท้องถิ่นทั้งหมด 50 ท่านเข้าร่วมกิจกรรม

การอบรมวิทยากรหลักสูตรครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้โครงการยกระดับคุณภาพชีวิตและความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของผู้ผลิตกาแฟรายย่อยด้วยระบบเกษตรกรรมฟื้นฟู หรือเรียกสั้น ๆ ว่า โครงการ “คอฟฟี่ดับเบิ้ล พลัส” ประเทศไทย (Coffee++ Thailand) ซึ่งเป็นโครงการที่ GIZ ดำเนินการร่วมกับเนสท์เล่ มีระยะเวลาดำเนินการทั้งหมด 3 ปี คือระหว่าง พ.ศ. 2566-2568 โดยมีเป้าหมายพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจำนวน 2,200 ราย ในพื้นที่สามอำเภอในจังหวัดชุมพรได้แก่ อำเภอท่าแซะ อำเภอสวี และอำเภอพะโต๊ะ และสามอำเภอในจังหวัดระนอง ได้แก่ อำเภอกระบุรี อำเภอละอุ่น อำเภอกะเปอร์ รวมทั้งอำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมเกษตรกรให้มีส่วนช่วยลดภาวะโลกเดือดที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

รับประกาศนียบัตรจบหลักสูตรการอบรมวิทยากร

คุณพจมาน วงษ์สง่า ผู้อำนวยการโครงการ GIZ ประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานว่า “วัตถุประสงค์หลักของโครงการคอฟฟี่ดับเบิ้ลพลัส ประเทศไทย คือการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟรายย่อยในพื้นที่เป้าหมายมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และมีส่วนช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยนำหลักการเกษตรกรรมฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ไปสู่การปฏิบัติจริง การดำเนินงานของโครงการเน้นบูรณาการกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและชุมชนเกษตรกร เชื่อมโยงกับพันธกิจหลักของกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และบริษัท เนสท์เล่ ประเทศไทย นำมาสู่การทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาหลักสูตร ‘เกษตรกรรมฟื้นฟูสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ’ เพื่อใช้ในการอบรมและพัฒนาบุคลากรและสร้างเครือข่ายวิทยากรหลักสูตรเกษตรกรรมฟื้นฟูสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟรายย่อยและเอื้อประโยชน์ในการทำการเกษตรเชิงฟื้นฟูให้ในพื้นที่อย่างยั่งยืน”

ช่วงกิจกรรมกลุ่ม

คุณทาธฤษ กุณาศล ผู้จัดการฝ่ายบริการการเกษตร บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “ผู้บริโภคทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยให้ความสำคัญมากขึ้นกับแหล่งผลิต ที่มาของวัตถุดิบ และประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งเรื่องแรงงานเด็ก การใช้สารเคมีต้องห้าม การทำลายทรัพยากรดินและน้ำ การปล่อยของเสียสู่พื้นที่สาธารณะ หรือบุกรุกทำลายป่า ฯลฯ กาแฟคือหนึ่งในพืชเกษตรที่ผู้บริโภคกำลังให้ความสำคัญมากขึ้นกับปัจจัยเหล่านี้ การพัฒนาหลักสูตร ‘เกษตรกรรมฟื้นฟูสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ’ เพื่อใช้ในการอบรมและพัฒนาบุคลากรอบรมนี้ นับเป็นครั้งแรกที่มีหลักสูตรเช่นนี้ และหวังว่าวิทยากรจะสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรแบบฟื้นฟูไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อทำให้เกิดการจัดการพื้นที่เกษตรอย่างเหมาะสม รบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุด ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนที่กำลังส่งผลกระทบกับตัวเรามากขึ้นเรื่อย ๆ”

กิจกรรมทดสอบคุณภาพดิน

ดร.ประยูร สงค์ประเสริฐ นายกสมาคมชาวสวนกาแฟ กล่าวว่า “ในอดีตเกษตรกรไทยสามารถผลิตกาแฟโรบัสตาได้เฉลี่ยปีละมากถึงแสนตัน แต่กำลังการผลิตปัจจุบันกลับลดลงเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลด้านนโยบาย สภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟมีความเสี่ยงกับผลผลิตมากขึ้น เนื่องจากต้องเผชิญกับภาวะแห้งแล้งและความท้าทายด้านการจัดเก็บน้ำและระบบชลประทาน หวังว่าวิทยากรที่เข้าร่วมอบรมครั้งนี้จะนำความรู้ที่ได้จากการอบรมมาถ่ายทอดให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในพื้นที่ดำเนินงาน สร้างความพร้อมให้กับเกษตรกรในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและมีขีดความสามารถในการผลิตกาแฟโรบัสตาได้มากขึ้นโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือบุกรุกทำลายป่า”

ดร.ฉัตรปวีณ์ เดชจิรรัตนสิริ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทีมวิทยากรผู้อบรม โครงการคอฟฟีดับเบิ้ลพลัส ประเทศไทย

คุณสุบรรณ รักษ์ทอง เกษตรจังหวัดชุมพร กล่าวว่า “ทุกวันนี้เกษตรกรต้องเผชิญกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง กลายเป็นปัจจัยที่เร่งให้ผลผลิตทางเกษตรมีน้อยลง รวมไปถึงกาแฟด้วยเช่นกัน เพื่อบรรเทาผลกระทบและสร้างความยั่งยืนให้กับต้นน้ำกระบวนการผลิตกาแฟของภาคเกษตร การนำหลักเกษตรกรรมฟื้นฟูมาเป็นหลักปฏิบัติในการปลูกกาแฟเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะต้องทำงานร่วมกันแบบบูรณาการในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในหลักการเกษตรเชิงพื้นฟูซึ่งเป็นแนวทางการทำการเกษตรที่ยั่งยืนผสมผสานกับเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ดินและความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิต ลดการทำลายระบบนิเวศ”

นรินทร์ เสนาป่า นักวิชาการเกษตร โครงการคอฟฟี ดับเบิ้ลพลัส นำกิจกรรมกลุ่มย่อยเพื่อตรวจสอบคุณภาพดินและการจัดการของการอบรมวันแรก

คุณสุบรรณกล่าวเพิ่มเติมว่า ในอดีตจังหวัดชุมพรมีพื้นที่ปลูกกาแฟมากกว่าสองแสนไร่ แต่ปัจจุบันเหลือเพียงราวหกหมื่นไร่เท่านั้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรประเมินว่า พื้นที่ปลูกกาแฟจะเหลือเพียงสี่หมื่นกว่าไร่ภายในปี พ.ศ. 2567 ราคาคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรให้ความสนใจกับการปลูกพืชสวน ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้เกษตรกรหันมาปลูกพืชสวนอื่น ๆ เช่น ทุเรียน มากขึ้นด้วยเหตุผลด้านราคา แต่การผลิตกาแฟยังคงมีอยู่เพราะการดื่มกาแฟกลายเป็นหนึ่งในวิถีชีวิตของเรา อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนามที่สามารถผลิตกาแฟได้มากถึง 477 กิโลกรัม/ไร่ ประเทศไทยมีผลผลิตกาแฟเพียง 92 กิโลกรัม/ไร่ การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้นจึงเป็นโจทย์สำคัญเพื่อบริหารจัดการการปลูกกาแฟโรบัสตาทั้งระบบ ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์จนถึงการเพิ่มศักยภาพเกษตรกรในการจัดการพื้นที่เกษตรอย่างเหมาะสมในระยะยาว

ตลอดระยะเวลาสองวัน ผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมด 50 ท่านจากทั้งภาครัฐและเอกชนได้มีโอกาสเรียนรู้การเป็นวิทยากรในหลักสูตร “เกษตรกรรมฟื้นฟูสำหรับการปลูกกาแฟ” จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องการปรับสภาพดิน การจัดการพื้นที่สวนเกษตร การลดขยะจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และการเลี้ยงผึ้งเพื่อเสริมรายได้ครัวเรือน เป็นต้น เพื่อนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟูไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟรายย่อยต่อไป

ผศ.ดร.จีราภรณ์ อินทสาร วิทยากรหลักของโครงการคอฟฟี ดับเบิ้ลพลัส ประเทศไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.จีราภรณ์ อินทสาร คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในฐานะนักวิชาการนำการฝึกอบรม หลักสูตรเกษตรกรรมฟื้นฟูสำหรับการปลูกกาแฟ กล่าวว่า แนวทางเกษตรแบบฟื้นฟู หากนำไปปฏิบัติใช้จริงจะช่วยให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นอย่างเป็นระบบ สร้างสมดุลให้กับปัจจัยการผลิต และสร้างโอกาสให้เกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามารับช่วงต่อในอนาคตเพื่อคิดปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนเพื่อความยั่งยืน ทำให้เศรษฐกิจในครัวเรือนดีขึ้น ลดการเสื่อมโทรมของทรัพยากรดิน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพและมาตรฐานที่มากขึ้น สร้างแรงจูงใจให้ปรับเปลี่ยนต่อไป

นอกจากนี้ภายหลังเสร็จสิ้นการอบรม ยังได้มีการจัดตั้งเครือข่ายวิทยากรหลักสูตรเกษตรกรรมฟื้นฟูสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ เพื่อเป็นสื่อกลางในการแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ

คุณพจมาน วงษ์สง่า
ผู้อำนวยการโครงการ GIZ ประจำประเทศไทย
อีเมล: pouchamarn.wongsanga(at)giz.de

Scroll to Top
EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Data from the following embedded codes are sent to Google Inc. More information in our Privacy Policy.

EMBEDDED YOUTUBE VIDEOS

Enable or disable cookies for embedding and playing YouTube videos on our site.

(เปิดหรือปิดคุกกี้สำหรับการฝังและเล่นวิดีโอ YouTube บนเว็บไซต์ของเรา)