|
|
การปรับปรุงกระบวนการผลิตลำไยอบแห้งเมื่อเดือนเมษายน และพฤษภาคม ที่ผ่านมา ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 และ GTZ ได้ประสานงานขอความร่วมมือไปยังกรมวิชาการเกษตร จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ และสำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน จัดอบรมการพัฒนาเตาอบลำไยให้แก่ผู้ประกอบการลำไยอบแห้งและเกษตรกรชาวสวนลำไยในเขตอำเภอที่เป็นแหล่งผลิตลำไยอบแห้งของจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนกว่า 428 ราย เพื่อแนะนำเตาอบลำไยแบบใหม่ สำหรับลำไยอบแห้งเนื้อทอง และลำไยอบทั้งเปลือก เพื่อให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรสามารถไปปรับปรุงเตาอบลำไยของตนเองได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและแรงงาน รวมทั้งเพิ่มคุณภาพของลำไยอบแห้ง กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาเตาอบลำไยแบบใหม่นี้จากเตาอบแบบเดิมที่มีประสิทธิภาพต่ำ โดยพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนากระบวนการอบแห้ง ที่ใช้อุณหภูมิสูงขึ้นแต่ระยะเวลาสั้นลง โดย GTZ ได้ประสานงานวิจัยและพัฒนาร่วมกับทีมงานพัฒนากระบวนการผลิตจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยได้รับคำปรึกษาแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการอบอาหารแห้งของ GTZ สำหรับลำไยอบแห้งเนื้อทอง ได้มีการออกแบบเตาอบให้เป็นตู้ที่ปิดสนิทและสามารถควบคุมระดับอุณหภูมิได้ และอบด้วยความร้อนสูงที่ 100 องศาเซลเซียส และ 90 องศาเซลเซียส ในชั่วโมงที่ 1 และชั่วโมงที่ 2 ตามลำดับ หลังจากนั้นจะอบด้วยอุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส ต่อไปอีก 7 ชม. รวมเวลาที่ใช้ในการอบทั้งสิ้น 9 ชม ในขณะที่การอบลำไยแบบเดิมจะใช้เวลา 12 ชั่วโมง ทำให้ประหยัดเวลาในการผลิตลงได้ร้อยละ 25 ลำไยอบแห้งที่ได้จะมีเนื้อแห้ง สีสวย ทั้งยังช่วยลดปริมาณจุลินทรีย์ลงได้เป็นจำนวนมากทำให้ไม่เกิดเชื้อรา สินค้าจึงได้มาตรฐานความปลอดภัย สำหรับลำไยอบทั้งเปลือก กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาเตาต้นแบบที่ต่างจากเตากระบะทั่วไป คือมีฝาครอบเพื่อป้องกันการสูญเสียของลมร้อน และสามารถสลับทิศทางลมได้ 2 ทาง ทั้งจากด้านบนลงด้านล่าง และจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน ทำให้ไม่ต้องสลับชั้นของลำไยในระหว่างการอบ และใช้อุณภูมิสูงถึง 110 องศาเซลเซียส สำหรับการอบ 6 ชั่วโมงแรก และลดลงเหลือ 90 องศาเซลเซียส สำหรับ 6 ชั่วโมงต่อไป หลังจากนั้นใช้อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นาน 28 ชั่วโมง รวมใช้เวลาในการอบทั้งสิ้นประมาณ 40 ชั่วโมง ลดลงจากเดิมที่ต้องใช้เวลาถึง 48-50 ชั่วโมง ทำให้ลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิงและแรงงานลงได้ คิดเป็นร้อยละ 17-20 จากการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการที่มีผู้เข้าร่วมสัมมนา 428 ราย นี้มีเตาอบกระบะอยู่รวม 1,736 เตา หากเกษตรกรทำการปรับปรุงเตาทุกเตาจะสามารถลดต้นทุนได้เป็นเงินจำนวน 25 ล้านบาทในรอบการผลิตปีนี้ ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่ได้รวมถึงผู้ประกอบการและเกษตรกรที่ไม่ได้เข้ารับการอบรมและมีการใช้เตาประเภทนี้อีกจำนวนมากถึง 18,200 เตา นอกจากนี้การใช้อุณหภูมิที่สูงขึ้นแต่ระยะเวลาสั้นลง ก็จะมีผลให้ได้กำไรเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยGTZ จะเริ่มเก็บข้อมูลจากเกษตรกรที่ได้นำเทคนิคนี้ไปใช้ ภายในเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้
|