พพ. และ GTZ ประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
พพ. และ GTZ ประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอุตสาหกรรมเกษตร
กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) และ GTZ ประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศด้านพลังงานในอุตสาหกรรมเกษตร หรือ E3Agro ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย 3 กลุ่ม ได้แก่ อุตสาหกรรม น้ำมันปาล์ม อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง และอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง โครงการ E3Agro มีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมเกษตรของไทย โดยส่งเสริมการนำของเสีย (ชีวมวลและก๊าซชีวภาพ) มาผลิตเป็นพลังงานและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วยการบูรณาการ ด้านการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พลังงาน และระบบสารสนเทศเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้แนวทางการปฏิบัติ ที่ดีที่สุดในการผลิตตามมาตรฐานสากล
โครงการ E3AgrO เป็นส่วนหนึ่งของโครงการไทย-เยอรมัน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ) โครงการ E3Agro เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 โดยในระยะแรก (กรกฎาคม 2547 – มิถุนายน 2549) ได้มุ่งศึกษา และดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศด้านพลังงานในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ต่อมาได้ขยายผลการดำเนินงานในระยะที่สอง (กรกฎาคม 2549 – มิถุนายน 2551)ในอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังและอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งผลการดำเนินงานประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มที่เข้าร่วมกิจกรรม benchmarking จำนวน 16 แห่ง สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและไอน้ำลงได้โดยเฉลี่ยร้อยละ 9 และ 11 ทำให้ประหยัดต้นทุนได้ถึง 16 ล้านบาทและ 11 ล้านบาทตามลำดับ นอกจากนี้ โรงงานยังสามารถลดการ สูญเสียน้ำมันลดลงร้อยละ 11 ทำให้ประหยัดได้ 106 ล้านบาท และมีมูลค่าเพิ่มอีกประมาณ 60 ล้านบาทจากการขายพลังงานไฟฟ้า จากโรงงานก๊าซชีวภาพ
อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง มีโรงงานเข้าร่วมโครงการจำนวน 7 แห่ง ผลการดำเนินงานพบว่า โรงงานสามารถลดการสูญเสียแป้งในกากได้ประมาณร้อยละ 13.78 และลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในขั้นตอนการผลิตได้ร้อยละ 5.25 ซึ่งหมายถึงต้นทุนการผลิตที่ลดลงคิดเป็นมูลค่า 16.4 ล้านบาท (ภายในช่วง 3 เดือนแรกของการดำเนินกิจกรรม)
สำหรับอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งนั้น พพ. และ GTZ ได้ร่วมกับกรมประมงดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศด้านพลังงานในฟาร์มกุ้ง ได้แก่ benchmarking เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบผลการบริหารจัดการฟาร์ม การวิเคราะห์และติดตาม คุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง การวิเคราะห์และปรับปรุงดินในบ่อเลี้ยงกุ้ง การตรวจวัดประสิทธิภาพด้านพลังงานของระบบเติมอากาศ และการทดสอบประสิทธิภาพเชิงพลังงานในการส่งผ่านออกซิเจน และ การกวนน้ำของเครื่องเติมอากาศแบบใบพัด ผลจากการดำเนินกิจกรรมข้างต้น แสดงให้เห็นศักยภาพในการประหยัดพลังงานในฟาร์มกุ้งได้ถึงร้อยละ 30–40ของพลังงานที่ใช้ในระบบการเลี้ยงปัจจุบันสำหรับฟาร์มที่ใช้ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานหลัก นั่นหมายถึง การลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในฟาร์มกุ้งของเกษตรกร และการลดปริมาณการใช้พลังงานในภาพรวมของประเทศ
บัดนี้การดำเนินโครงการ E3Agro ได้สิ้นสุดลงด้วยความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยสามารถลดการใช้พลังงานลงได้ คุณสมเกียรติ สุทธิรัตน์ หัวหน้าทีม จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้ให้เกียรติแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการไว้ดังนี้
- คำถาม: ขอทราบแนวคิดหลักของโครงการ E3Agro และบทบาทของคุณสมเกียรติในโครงการ E3Agro
- คำตอบ: โครงการ E3Agro มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมเกษตรของไทยโดยการบูรณาการการบริหารจัดการทั้งในด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อมและข้อมูลข่าวสารเพื่อนำไปสู่ระบบการผลิตที่ดี โครงการมุ่งเน้นอุตสาหกรรมเกษตร 3 กลุ่ม คือ อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังและอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้ง กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) มีบทบาทด้านการประสานงานกับ ผู้ร่วมโครงการในแต่ละอุตสาหกรรมเกษตร รวมทั้งให้ข้อมูลข่าวสารด้านเทคโนโลยีและแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- คำถาม: คุณสมเกียรติคิดว่าโครงการ E3Agro ได้เอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจหรือภาคอุตสาหกรรมของไทยอย่างไรบ้าง
- คำตอบ: ความสำเร็จในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในโครงการนำร่องของโครงการ E3Agro เป็นต้นแบบ ให้ผู้ประกอบการจำนวนมากนำไปปฏิบัติตาม นับเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจไทยเพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลงได้
- คำถาม: ถ้ามองถึงเป้าหมายการพัฒนาสหัสวรรษหรือมิติของการพัฒนาทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมแล้ว คุณสมเกียรติพอใจกับผลการดำเนินการโครงการ E3Agro เพียงใด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
- คำตอบ: โครงการ E3Agro ประสบความสำเร็จมากทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม เพราะผลลัพธ์ของโครงการได้ ทำให้เกิดการจ้างงานและรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดมลพิษจากการเปลี่ยนของเสียมาเป็นพลังงานอีกด้วย
- คำถาม: ขณะนี้โครงการได้สิ้นสุดลงแล้ว ถ้ามองย้อนกลับไป มีสิ่งใดบ้างที่คุณสมเกียรติอยากให้บรรลุผล แต่ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร หรืออยากพัฒนาให้ดีขึ้นในช่วงของการดำเนินการโครงการ และถ้าต้องการให้เกิดสิ่งนั้นขึ้นในอนาคต ควรจะต้องทำอย่างไร
- คำตอบ: ที่ผ่านมา พพ. ไม่สามารถสนับสนุนด้านเจ้าหน้าที่ให้แก่โครงการได้มากพอ เพราะข้าราชการของเรามีภารกิจล้นมืออยู่แล้ว ดังนั้นโครงการใหม่ที่จะพัฒนาขึ้นน่าจะสอดคล้องกับภารกิจหลักของ พพ.เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เป็นประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายคือทั้ง พพ. และ GTZ
- คำถาม: อยากให้คุณสมเกียรติช่วยเล่าถึงประสบการณ์การทำงานกับชาวต่างชาติ
- คำตอบ: การได้ทำงานร่วมกับชาวต่างชาติทำให้ได้เรียนรู้แนวคิดใหม่ทั้งทางด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการที่นำมาใช้เพื่อให้เกิดการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาคอุตสาหกรรมของไทย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของเรายังได้เรียนรู้วิธีการจัดการและแก้ไขปัญหาในเวลาที่กำหนดจากประสบการณ์ของ GTZ องค์กร GTZ เอง ก็มีประสบการณ์ยาวนานและมีความรู้ความชำนาญในการสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกสามารถบริหารจัดการเทคโนโลยีได้ ดังนั้น การได้มีโอกาสร่วมงานกับ GTZ จึงนับเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับเจ้าหน้าที่ของ พพ.
- คำถาม: คุณสมเกียรติมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหารและเชื้อเพลิงชีวภาพที่กำลังเป็นที่สนใจในประเทศไทยในขณะนี้ ประเทศไทยจะต้องระมัดระวังด้านใดเป็นพิเศษบ้าง
- คำตอบ: ประเทศไทยจะต้องกำหนดพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงานให้ชัดเจน การใช้พื้นที่แห้งแล้งหรือพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกและเพิ่มผลผลิตพืชพลังงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าไปใช้พื้นที่สำหรับเพาะปลูกผลผลิตอาหาร
- คำถาม: ถ้าเกิดมีโครงการ E4Agro ขึ้นหรือโครงการที่ต่อยอดขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง คุณคิดว่าในแง่ของพลังงานและประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศควรจะเป็นเช่นไร
- คำตอบ: โครงการพลังงานและประสิทธิภาพเชิงเศรษฐนิเวศระดับต่อไปควรให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมมือกัน หรือมีความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของประเทศไทยและเยอรมัน โดยให้ตอบสนองต่อความต้องการของทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม GTZ และ พพ.ควรมีหน้าที่เป็นองค์กรสนับสนุนและประสานงานเช่นเดิม